ถาม-ตอบ กับคุณหมออ้น เกี่ยวกับการทำศัลยกรรม

วีรพรรณคลีนิค

ถาม-ตอบ กับคุณหมออ้น ตอบทุกข้อสงสัยเกี่ยวกับการทำศัลยกรรม

ในปัจจุบันนี้ เทคนิคการผ่าตัดและเครื่องมือที่ใช้พัฒนาไปมาก
คือการใช้เครื่องมือค่อยๆผ่าตัดและหยุดเลือด ทำให้เนื้อเยื่อได้รับความบอบช้ำน้อยลง
มีการส่องกล้องช่วยผ่าตัด และมียาในการระงับปวดที่ดีหลังการผ่าตัด ดังนั้นปัจจุบันนี้
ไม่มีการปวดแบบรถสิบล้อทับ ไม่ต้องกลัวเรื่องความเจ็บปวดมากแล้ว
โดยเฉลี่ยพักฟื้นเพียง1-2วัน แรกอาจมีอาการปวดเล็กน้อย

ผิวซิลิโคน แยกเป็น 3 แบบ คือ

  • ซิลิโคนเสริมหน้าอกแบบผิวเรียบ (Smooth)
  • ซิลิโคนเสริมหน้าอกแบบผิวทราย (Textured)
  • ซิลิโคนผิวกึ่งเรียบกึ่งทราย (Nano texture)

ซิลิโคนผิวเรียบจะมีลักษณะใสมาก คล้ายถุงร้อนที่ใส่น้ำจนเต็ม
ซิลิโคนเสริมหน้าอกแบบผิวเรียบมีโอกาสเกิดริ้วบนเต้านมน้อยกว่าแบบผิวทราย
ปัจจุบันยังไม่มีรายงานพบว่าซิลิโคนผิวเรียบมีความเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งเต้านม
ทำให้หลายคนรู้สึกมั่นใจมากขึ้น
แต่ข้อเสียของซิลิโคนผิวเรียบคือต้องคอยนวดเต้านมตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งค
รัด เพราะหากนวดเต้านมไม่ดี ไม่ถูกต้อง อาจมีโอกาสเกิดพังผืดรอบซิลิโคน ทำให้เจ็บ
และอาจเป็นปัจจัยทำให้ซิลิโคนชำรุดได้

ซิลิโคนผิวทรายจะมีสีขุ่น เนื้อละเอียด แต่รู้สึกถึงความสากเล็กน้อย
หลายคนที่เสริมหน้าอกด้วยซิลิโคนจะทราบดีว่า หากใส่ไปเป็นเวลานาน
เมื่อผิวหนังเกิดความหย่อนคล้อย ก็มีโอกาสที่ซิลิโคนจะเคลื่อนออกจากตำแหน่งเดิมได้
ซิลิโคนผิวทรายจึงออกแบบมาเพื่อลดปัญหาการเคลื่อนตำแหน่งหลังจากเสริมหน้าอกไป
แล้ว เพราะผิวทรายจะช่วยยึดกับเนื้อเยื่อรอบๆ
นอกจากนี้ซิลิโคนแบบผิวทรายยังมีโอกาสเกิดพังผืดรอบเต้านมน้อยกว่าแบบเรียบ
ทำให้ไม่ต้องคอยนวดเต้านมบ่อยเหมือนซิลิโคนแบบผิวเรียบ
แต่ก็ต้องนวดตามคำแนะนำของแพทย์
ส่วนข้อเสียที่หลายคนกังวลคือซิลิโคนผิวทรายอาจมีส่วนสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งเต้านม
แต่ก็ยังไม่มีการยืนยันที่ชัดเจน เพราะการเกิดมะเร็งเต้านมนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น
การดูแลรักษา ชื่อการค้า สุขภาพ ไม่ใช่ผิวของซิลิโคนเพียงอย่างเดียว

เป็นนวัตกรรมใหม่จากผู้ผลิตซิลิโคนเสริมหน้าอกยี่ห้อ Motiva
เนื้อสัมผัสของซิลิโคนแบบนี้จะละเอียดเนียน ไม่ถึงกับเรียบ แต่ไม่ขรุขระเหมือนผิวทราย
ถือเป็นผิวซิลิโคนที่สมดุลระหว่างผิวทรายและผิวเรียบ
อาจกล่าวได้ว่าผิวซิลิโคนนั้นใช้พิจารณาด้านความปลอดภัยรวมถึงผลกระทบมากเป็นพิเศ
ษ ดังนั้นควรศึกษาข้อมูลภาพรวมของการเสริมหน้าอกอย่างครบถ้วน
เพื่อช่วยให้สามารถตัดสินใจได้เหมาะสมกับตัวเรามากที่สุด

เสริมหน้าอกแบบ Dual Plane
คือการเสริมหน้าอกแบบเหนือกล้ามเนื้อและใต้กล้ามเนื้อในคราวเดียวกัน
เป็นเทคนิคที่ทำให้หน้าอกมีความเป็นธรรมชาติ เพราะส่วนบนของซิลิโคน
จะถูกบดบังด้วยชั้นกล้ามเนื้อหน้าอก และซิลิโคนส่วนล่าง จะอยู่เหนือกล้ามเนื้อ
เมื่อมองภาพรวมแล้ว หน้าอกจะมีความโค้งมน ดูเป็นธรรมชาติ
คลำไม่เจอขอบของซิลิโคน เมื่อใส่ชุดที่ต้องโชว์เนินอก ก็จะเห็นเป็นสโลปชัดเจน

เนื่องจากบริเวณนี้เป็นแผลที่นิยมใช้มากขึ้นในปัจจุบัน
เพราะสามารถปรับตำแหน่งของฐานนมได้ดี เลาะโพรงแล้วมองเห็นได้ชัด
ใช้ผ่าตัดแก้ไขหรือเปลี่ยนซิลิโคนได้ง่าย และยังซ่อนแผลอยู่ใต้ฐานเต้านมได้
แต่ข้อเสียคือ ในบางกรณีแผลเป็นบริเวณฐานเต้านมอาจเห็นได้ชัด
ถ้าวางตำแหน่งแผลไม่ดี สูงหรือต่ำจนเกินไป หรืออาจเกิดแผลเป็นที่ผิดปกติเช่น
แผลเป็นนูน คล้ำ หรือกว้างได้

ขนาดของซิลิโคนซึ่งแตกต่างกัน มาจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ ความชอบ ของแต่ละคน
ความเหมาะสมของกายวิภาคหน้าอก และประสบการณ์ ความเห็นชอบของแพทย์
ขนาดของซิลิโคนแต่ละรุ่น แต่ละยี่ห้อ มีความแตกต่างกัน บางรุ่นเพิ่มขนาดทุก 25 ซีซี
บางรุ่นทุก 30 ซีซี หรือบางรุ่นก็ไม่แน่นอน
ในความเป็นจริงแพทย์จะแนะนําว่าไม่ควรใส่ซิลิโคนขนาดใหญ่จนเกินไป

ซิลิโคนที่ใหญ่เกินไปจะมีผลเสียทั้งในระยะสั้น และในระยะยาว
สำหรับในระยะสั้นนั้น เนื่องจากซิลิโคนขนาดใหญ่ทำให้ต้องเลาะโพรงขนาดใหญ่
จึงมีโอกาสที่จะตัดถูกเส้นเลือดเส้นประสาทกล้ามเนื้อมากกว่า จนทำให้เกิดอาการชา
เลือดออกและเจ็บปวดได้มากกว่า
ส่วนในระยะยาวคือโอกาสเกิดผลแทรกซ้อน เช่น ผิวหนังแตกลาย หนังยืดคราก
เต้านมห้อยย้อยคล้อยต่ำ หัวนมและเต้านมชา ไม่มีความรู้สึก นมกลายเป็นลอนๆ
 
และมองดูเป็นนมปลอมเนื่องจากเห็นสันขอบชัด
คลำได้ขอบบริเวณด้านข้างและด้านใน บริเวณเต้านมเป็นลอนเหมือนผ้ายับ หรือ
ผ้าม่าน รวมถึงเกิดพังผืดได้ง่าย เป็นต้น
นอกจากนี้ การแก้ไขผลแทรกซ้อนที่เกิดจากการใส่ถุงเต้านมขนาดใหญ่นั้นก็ทำได้ยาก
และอาจจะต้องแลกมากับแผลผ่าตัดขนาดใหญ่
หรือหลายกรณีไม่สามารถกลับมาเหมือนเดิมได้อีก
เนื่องจากผิวหนังและเนื้อเยื่อได้ถูกทำลายไปแล้ว

การเลือกซิลิโคนต้องดูทรงเต้านม ความหนาของเนื้อเต้านม
และความกว้างของหน้าอกแต่ละข้าง โดยวัดจากตำแหน่งจำเพาะ
เช่นกระดูกไหปลาร้า กระดูกทรวงอก หัวนม ลานหัวนม และฐานเต้านม เป็นต้น
ซึ่งวิธีการวัดของแพทย์แต่ละท่าน อาจจะแตกต่างกันได้
และอย่าตกใจหากมีตัวเลขวาดอยู่เต็มไปหมด
เพราะตัวเลขเหล่านี้รวมทั้งรูปถ่ายจะช่วยทำให้ผลการผ่าตัดออกมาดีที่สุด
ไม่ควรเลือกขนาดจากการดูรูป หรือรีวิว หรือจากคําบอกเล่าของคนใกล้ชิด
เนื่องจากแม้ความสูงของคนจะเท่ากันได้ แต่รูปกระดูกแต่ละคนอาจจะไม่เท่ากัน
หรือเนื้อเต้านมตั้งต้นของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน

การเสริมหน้าอกนิยมเปิดแผลผ่าตัดใต้ราวนม
เพื่อใส่ถุงซิลิโคนเข้าไปใต้หรือเหนือกล้ามเนื้อเต้านม
โดยไม่มีการตัดท่อน้ำนมหรือตกแต่งบริเวณหัวนม จึงสามารถให้นมบุตรได้ตามปกติ
และไม่มีผลข้างเคียงใดๆ

แม้มีบุตรแล้วก็เสริมได้แต่เวลาที่เหมาะสมที่สุด
คือหลังจากลูกหย่านมหรือหลังหยุดปั๊มนมแล้วอย่างน้อย 3-6 เดือน
เพื่อให้เต้านมกลับมาอยู่ในภาวะปกติมากที่สุด

โดยปกติแล้วจะใช้เวลา 1 สัปดาห์จึงจะตัดไหมได้
หลังจากผ่าตัดแล้วต้องหมั่นนวดหน้าอกเป็นประจำเพื่อให้ซิลิโคนเข้าที่และหน้าอกไม่
แข็งเพราะพังผืดหดตัว
ต้องระวังการแผลอักเสบ โดยหลังจากผ่าตัดในช่วงแรกไม่ควรทำงานหนัก
งดออกกำลังกาย หรือใช้แรงเยอะ มิเช่นนั้นแผลจะฉีกหรือเกิดการอักเสบได้

ในปัจจุบันนี้ เทคนิคการผ่าตัดและเครื่องมือที่ใช้พัฒนาไปมาก
คือการใช้เครื่องมือค่อยๆผ่าตัดและหยุดเลือด ทำให้เนื้อเยื่อได้รับความบอบช้ำน้อยลง
มีการส่องกล้องช่วยผ่าตัด และมียาในการระงับปวดที่ดีหลังการผ่าตัด ดังนั้นปัจจุบันนี้
ไม่มีการปวดแบบรถสิบล้อทับ ไม่ต้องกลัวเรื่องความเจ็บปวดมากแล้ว
โดยเฉลี่ยพักฟื้นเพียง1-2วัน แรกอาจมีอาการปวดเล็กน้อย

สามารถออกกำลังกายได้ครับ แต่ว่าในช่วงแรก 1 เดือน
ขอให้เป็นออกกำลังกายเบาๆอย่างเช่น การเดิน Jogging ถ้านมเข้าที่แล้ว 3
เดือนขึ้นไปก็สามารถออกกำลังกายหนักๆได้

เรื่องนอนตะแคง ท่าทางการนอนนี่เป็นคำถามที่พบบ่อยมาก ท่านใดชอบที่จะนอนตะแคง
นอนคว่ำ ช่วงแรกอาจจะลำบากหน่อยเพราะว่าถ้าหน้าอกยังไม่เข้าที่
การนอนตะแคงจะเป็นการทำให้เกิดความดันขึ้นในหน้าอก ซิลิโคนมีโอกาสพลิกได้
ให้เวลาสัก 2-3 สัปดาห์ขึ้นไปถึงจะเริ่มนอนตะแคง
แต่ถ้าให้ดีใส่บราล็อคนมไว้เวลานอนตะแคงก็จะไม่เกิดแรงดัน

เเจ้งให้แพทย์ทราบว่าท่านมีโรคประจำตัว หรือประวัติเเพ้ยาอะไรบ้าง แจ้งน้ำหนัก
ส่วนสูง ในวันที่มาปรึกษาท่านสามรถวางแผนเกี่ยวกับขนาดหน้าอก
เพื่อปรึกษาแพทย์ในวันนั้นได้

ในความเป็นจริงหน้าอกคนเราจะชิดกันมากๆเฉพาะเวลาใส่บราเท่านั้น
เมื่อไม่ใส่บราจะคลายออกบ้าง
ระยะห่างของร่องอกนั้นขึ้นกับโครงสร้างเดิมเป็นส่วนใหญ่
เพราะจำเป็นต้องวางซิลิโคนในตำแหน่งเต้านมเดิมเพื่อให้ทรงดูเป็นธรรมชาติ
ทั้งยังเพื่อไม่ให้กระทบกับตำแหน่งของหัวนมด้วย
แต่โดยรวมจะชิดขึ้นกว่าเดิมพอสมควรโดยต้องรอประมาณ 2-3
เดือนเมื่อกล้ามเนื้อยืดเต็มที่ อีกปัจจัยหนึ่งคือลักษณะกระดูกหน้าอก
ถ้ากระดูกผายออกหรือบางคนเรียก อกไก่ หน้าอกจะไม่ชิดมาก
ถ้ากระดูกเป็นแอ่งตรงกลาง จะค่อนข้างชิดกว่าปกติ

หลังการเสริมหน้าอก การรับความรู้สึกที่ผิวหนังจะกลับมาเกือบทุกราย
อาการชานั้นเกิดจากการที่เส้นประสาท
ในผิวหนังได้รับแรงกดจากอาการบวมและการยืดออกและการตึงของผิวหนังที่บริเวณเห
นือเต้านมเทียม ซึ่งแรงกดนี้ อาจทำให้บริเวณนั้นชาชั่วคราว ยิ่งไปกว่านั้น
เส้นประสาทรอบ ๆ แผลอาจถูกตัด และอาจใช้เวลานานในการรักษา
ในขณะที่เต้านมคลายตัว และอาการบวมลดลง
จะสังเกตได้ว่าการรับความรู้สึกกลับมาทีละน้อย ซึ่งอาจใช้เวลาถึง 1 ปี

ก่อนหน้านี้หลายคนคงจะเคยทราบข้อมูลกันมาบ้างแล้วว่า
ซิลิโคนเสริมหน้าอกควรเปลี่ยนใหม่ทุก ๆ 10 ปี
เนื่องจากซิลิโคนจะเริ่มเสื่อมลงเมื่อมีอายุการใช้งานเกิน 10 ปีขึ้นไป
โดยเฉพาะปัญหารั่วซึมของซิลิโคนอาจพบได้บ่อยที่สุด
แต่ทั้งนี้ปัจจุบันถือว่าเปลี่ยนไปแล้วค่ะ
เนื่องจากซิลิโคนที่ใช้เสริมหน้าอกในทุกวันนี้มีมาตรฐานมากขึ้นและมีใบการันตี
สามารถมีอายุการใช้งานแบบไม่มีหมดอายุ
ซึ่งหากไม่มีปัญหาอะไรก็สามารถไว้ได้ตลอดชีวิตเลย แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับพฤติกรรม
การดูแล และกิจวัตรประวันของผู้เสริมหน้าอกในแต่ละรายด้วย
ดังนั้นถึงแม้ว่าซิลิโคนจะสามารถอยู่กับเราได้ตลอดชีวิตก็จริง
แต่ก็ควรหมั่นสังเกตหน้าอกของตัวเองอยู่เสมอ
หากพบว่ามีความผิดปกติแนะนำให้รีบไปปรึกษาคุณหมอเพื่อแก้ไขทันที

หลังจากแผลติดสนิทแล้วหรือตัดไหมแล้ว ในระยะเวลาไม่ควรเกิน 7 วันแรก
ควรป้องกันโดยการทาเจลกันแผลเป็น หรือแปะแผ่นปิดกันแผลเป็น
รวมทั้งระวังไม่ให้โดนน้ำมากนัก ซึ่งโดยทั่วไป แผลเป็นจะค่อยๆ เห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ ใน 2-
3 เดือนแรก หลังจากนั้น เกิน 6 เดือน แผลจะค่อยๆ จางลง
เนื่องจากมีการจัดเรียงตัวของเซลล์และหลอดเลือดบริเวณบาดแผล
ดังนั้นการป้องกันแผลเป็น ควรทำทันทีภายใน 7 วัน หลังการผ่าตัด
และควรดูแลต่อเนื่องอย่างน้อย 6 เดือน หรืออาจนานถึง 2 ปี

หลังจากเสริมหน้าอกมาแล้วการดูแลตัวเองเป็นสิ่งสำคัญมาก
ยิ่งดูแลดีก็จะทำให้อาการที่จะเจอหลังเสริมหน้าอกน้อยลง
แต่ก็ต้องปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้วยนะไม่ว่าจะเป็น
 การพันผ้ารัดหน้าอก ในช่วง 7 วันแรกควรจะพันเอาไว้
เพื่อเป็นการป้องกันเลือดออกจากการเสริมหน้าอก และ สามารถเปลี่ยนผ้าพันได้
 การทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ ควรจะเน้นทานอาหารที่โปรตีนสูง
เพราะช่วยในการฟื้นฟูบาดแผลได้ดี และ หลีกเลี่ยงอาหารที่แสลง
 ในช่วงแรกที่เสริมหน้าอกมา ไม่ควรออกแรง หรือ
เคลื่อนไหวมากเกินไป เพราะอาจจะทำให้แผลบวม หรือ อักเสบได้
แต่เมื่อผ่านไปประมาณหนึ่งจนแผลเริ่มแห้งก็จะสามารถขยับได้มากขึ้น
 การดูแลความสะอาด ควรจะดูแลให้ดี เพื่อป้องกันการติดเชื้อ หรือ
การอักเสบของแผลผ่าตัด  แต่ในช่วง 7 วันแรก ควรดูให้ดีอย่าให้แผลเปียกน้ำ
 นวดหน้าอก เมื่อผ่านไปประมาณ 1 อาทิตย์ที่แผลเริ่มดีขึ้นแล้ว
ให้ทำการนวดหน้าอกเพื่อป้องกันการเกิดพังผืดรอบซิลิโคน หรือ
นวดในช่วงที่แพทย์แนะนำ เพราะบางคนเสริมหน้าอกด้วยวิธี หรือ
ตำแหน่งที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งมีผลอย่างมากกับระยะในการพักฟื้น
 ทานยา และ ทาครีมอย่างสม่ำเสมอ เมื่อผ่าตัดเสร็จมาแพทย์อาจจะจ่ายยาให้ทาน
แม้จะไม่มีอาการมากนักแต่ก็ควรจะทานตามที่แพทย์ได้บอก เพื่อทำให้อาการเจ็บ
หรือ แผลหายไวขึ้น รวมถึงการทาครีม ทายาเพื่อรักษารอยแผลด้วย
 สวมใส่เสื้อผ้าที่ไม่รัด และ
สวมเสื้อในแบบไม่มีโครง ในการช่วยทำให้หน้าอกเคลื่อนไหวไม่เยอะ
เพื่อป้องกันปัญหาการเสียดสี และ เป็นการลดบวม
 งดพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ และ สูบบุหรี่
ที่อาจทำให้แผลเสริมหน้าอกมีปัญหาได้

คำถามที่พบบ่อยในการศัลยกรรมดูดไขมัน

การดูดไขมัน (Liposuction) คือ การศัลยกรรมรูปแบบหนึ่ง
ที่ช่วยกำจัดปัญหาไขมันส่วนเกิน ได้อย่างตรงจุด
เช่นไขมันสะสมบริเวณหน้าท้อง, ต้นแขน, ต้นขา, เอว หรือเหนียง
เป็นต้น การดูดไขมัน
ยังนับว่าเป็นทางลัดในการลดสัดส่วนรูปแบบหนึ่ง
ที่มีความปลอดภัย และเห็นผลชัดเจนมากหลังทำ

ในปัจจุบัน
คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการกินอย่างมากเลยนะครับ
ของอร่อยก็เยอะมากเช่นกัน แต่เมื่อเรากินเยอะขึ้น
ก็จะอ้วนขึ้นแบบไม่รู้ตัว แถมยิ่งอายุเพิ่มขึ้น
การเผาผลาญก็ยิ่งแย่ลงไปอีก ก็ทำให้เรามีปัญหาส่วนเกิน
และความอ้วนเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ แต่ไม่ต้องห่วง เพราะการดูดไขมัน
สามารถช่วยแก้ปัญหาไขมันส่วนเกินได้อย่างตรงจุดครับ!

เพราะการดูดไขมัน (อาทิ การ ดูดไขมันหน้าท้อง,
 
ดูดไขมันเหนียง, ดูดไขมันต้นแขน, ดูดไขมันเอวเอส หรือ
ดูดไขมันต้นขา เป็นต้น) จะช่วยกำจัดส่วนเกิน
ที่สะสมอยู่ที่ใต้ชั้นผิวหนังออกมา
และทำให้สัดส่วนเล็กลง
ในเวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น โดยการอาศัยเครื่องดูดไขมันต่าง ๆ
เข้าช่วยในการสลายไขมัน ซึ่งเราสามารถดูดไขมันยาชาก็ได้
หรือจะดูดไขมันวางยาสลบ โดยวิสัญญีแพทย์ก็ได้เช่นกัน ทั้งนี้
แพทย์จะเป็นผู้แนะนำตามความเหมาะสมของแต่ละเคสครับ

ในร่างกายของเรา จะมีไขมันสะสมอยู่ตามจุดต่าง ๆ
ทั่วร่างกาย ซึ่งเราสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ
1.ไขมันใต้ชั้นผิวหนัง (Subcutaneous Fat)
2.ไขมันในช่องท้อง (Visceral Fat)
3.ไขมันที่แทรกตามกล้ามเนื้อ
4.ไขมันในหลอดเลือด
แต่ไขมันบริเวณหน้าท้อง จะแบ่งแบบที่เห็นได้ชัดเจนได้ 2
แบบครับ คือ ไขมันใต้ชั้นผิวหนัง และไขมันในช่องท้อง
ซึ่งคนอ้วนส่วนใหญ่ มักจะมีการสะสมของไขมันทั้งสองชนิดนี้

สำหรับ ส่วนที่เราสามารถดูดไขมันออกมาได้
คือไขมันใต้ชั้นผิวหนังเท่านั้น ซึ่งไขมันในชั้นผิวหนังนี้
จะส่งผลต่อความสวยงามของรูปร่างของเราเป็นหลักเลยครับ
พูดง่าย ๆ คือเป็นตัวการที่ทำให้เราอ้วนขึ้นหรือผอมลงนั่นเอง
ส่งผลต่อความมั่นใจในตัวเอง ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย
และไม่ส่งผลกระทบใด ๆ ต่อสุขภาพ
โดยในแต่ละคนก็จะมีไขมันสะสมตามจุดต่าง ๆ มาก-
น้อยแตกต่างกันไป ทั้งนี้ ปริมาณของไขมันในแต่ละตำแหน่ง
ของแต่ละคน
จะส่งผลต่อผลลัพธ์หลังดูดไขมันหน้าท้องที่ได้ด้วยเช่นกันครับ

วิธีตรวจเช็คว่า เรามีไขมันสะสมที่ใต้ชั้นผิวหนังจริงไหม?
หรือจริง ๆ แล้ว สัดส่วนไม่ได้ใหญ่เพราะไขมัน
แต่เป็นกล้ามเนื้อและสภาพผิวย้วยแทน ซึ่งเราสามารถเช็คได้ว่า
เราเหมาะสมกับการดูดไขมันหรือไม่
โดยการทดสอบว่าเรามีไขมันใต้ชั้นผิวหนัง
เยอะพอที่จะเหมาะสมกับการไปดูดไขมันรึเปล่า?
โดยจะมีทั้งการเช็คด้วยตัวเอง ใช้เครื่องมือ
และการไปเช็คที่โรงพยาบาล

การเช็คไขมันง่าย ๆ ด้วยตัวเองที่บ้าน โดยการทำ Pinch Test
หรือการใช้มือ ของเรา
บีบหยิบไขมันในส่วนที่เรามีความกังวล เช่นไขมันหน้าท้อง
ถ้าบีบขึ้นมาแล้ว หนา ยิ่งหนาเท่าไหร่
ก็แปลว่าเรามีไขมันใต้ชั้นผิวหนังเยอะเท่านั้น
ใช้ที่วัดไขมัน หรือเครื่องวัดไขมัน อย่าง Body Fat
ซึ่งเป็นเครื่องที่เรามักจะเห็นอยู่ตามฟิตเนสบ่อย ๆ
หรือขายตามแอปช้อปปิ้งออนไลน์ต่าง ๆ
แต่ละรุ่นก็จะมีความแม่นยำและราคาที่ต่างกัน
ใช้ที่วัดไขมัน หรือที่หนีบไขมัน Fat Caliper
(คาลิปเปอร์วัดไขมัน) เพื่อหนีบแล้วดูว่า
ไขมันที่ทำให้เราดูอ้วนขึ้น เป็นไขมันใต้ชั้นผิวหนังรึเปล่า
หรือเป็นไขมันในช่องท้องกันแน่ ถ้าหนีบแล้วหนา
ก็แปลว่าเรามีไขมันใต้ชั้นผิวหนังเยอะ สามารถเข้ามาพบแพทย์
เพื่อประเมินการดูดไขมันได้
การอัลตร้าซาวด์ (Ultrasound)
เพื่อดูว่าชั้นไขมันของเรามีความหนาขนาดไหน

1.คนที่มีปัญหาไขมันส่วนเกิน
2.คนที่มีปัญหาสัดส่วนไม่เท่ากัน
3.คนที่ออกกำลังกายแล้ว ไขมันไม่ลด
4.คนที่อยากให้สัดส่วนลดลงทันที
5.คนที่ไม่สะดวกออกกำลังกาย
6.คนที่อยากเพิ่มความเป๊ะ ให้รูปร่าง

การดูดไขมัน ไม่ได้เหมาะกับทุกคน
ทั้งนี้ก็จะขึ้นอยู่กับสุขภาพร่างกายของคนไข้
และการประเมินของแพทย์ควบคู่กันไปครับ
ซึ่งคนที่ไม่ควรดูดไขมัน หรือดูดไขมันแล้วมีความเสี่ยงคือ
คนที่เป็นโรคเส้นเลือดหัวใจ, โรคเส้นเลือดสมอง,
โรคแพ้ภูมิตัวเอง, โรคเบาหวานที่ยังควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้,
โรคไทรอยด์ที่ยังควบคุมระดับไม่ได้
และอีกกรณีหนึ่งคือ เคสที่มีผิวย้วยมาก
ในกรณีอาจจะต้องใช้วิธีผ่าตัดหนังหน้าท้อง (Tummy Tuck)
หรือยกกระชับสัดส่วนด้วยพลังความร้อนสูง ๆ อย่าง J Plasma
ควบคู่ไปกับการดูดไขมันแทนได้ครับ

ตอบ การดูดไขมัน (Liposuction) มีข้อดีมากมาย
เห็นได้จากรีวิวดูดไขมัน หรือผลลัพธ์หลังดูดไขมันต่าง ๆ
แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อเสียเลย การดูดไขมันถือเป็นการผ่าตัด
ที่ต้องระมัดระวังในการเลือกคลินิกให้ดี ไม่เน้นราคาถูก
แต่ควรเน้นที่มาตรฐาน และความปลอดภัยเป็นหลักนะครับ

ข้อดีของการดูดไขมัน
1.สัดส่วนเล็กลงในทันที
2.ลดไขมันสะสมเฉพาะจุดได้ดี
3.ช่วยปรับสัดส่วนให้เหมาะสมกัน
4.ช่วยลดขนาด Size เสื้อผ้าลง
5.ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจ
6.ช่วยให้เคลื่อนไหวร่างกายสะดวกขึ้น
7.ช่วยให้แต่งตัวง่ายขึ้น ใส่ชุดไหนก็ดูดี
8.แผลขนาดเล็ก ไม่เป็นคีลอยด์
9.ช่วยให้หุ่นเป๊ะขึ้นกว่าเดิม
10.เอาไขมันไปเติมส่วนที่ขาดได้ (เครื่อง body-jet)

ข้อเสียของการดูดไขมัน

1.ไม่ได้ช่วยให้สุขภาพร่างกายดีขึ้น
2.อาจรู้สึกเจ็บ ระหว่างดูดไขมันได้
3.มีอาการเจ็บ บวมช้ำ หลังดูดไขมัน
4.ต้องใช้เวลาในการพักฟื้น
5.มีโอกาสที่เกิดผิวจะไม่เรียบได้*
6.อาจเกิดปัญหาผิวหย่อนคล้อย*
ผลลัพธ์ดูดไขมัน ขึ้นกับรายละเอียดของแต่ละเคส เช่น
สภาพร่างกาย, วิธีการรักษา (ดูดไขมันเพียงอย่างเดียว
หรือยกกระชับสัดส่วนร่วมด้วย), ปริมาณไขมัน,
เครื่องดูดไขมันที่เลือกใช้, ฝีมือแพทย์, เทคนิคของแพทย์,
มาตรฐานของคลินิกความปลอดเชื้อของห้องผ่าตัด,
การดูแลตัวเองหลังดูดไขมัน รวมไปถึงการเข้ามาติดตามอาการ ทำ
After Care ที่คลินิก เป็นต้นครับ

 

ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยค่ะ
ไม่ว่าเรื่องสถานที่มีความสะอาดหรือเปล่า เนื่องจากว่า
ถ้าสถานที่ไม่สะอาด ก็ทำให้เราเสี่ยงติดเชื้อได้
คุณหมอที่ดูดมีประสบการณ์หรือไม่
จริงๆถ้าหมอมีประสบการณ์จะทำให้รู้ตำแหน่งที่ดูดว่ายังอยู่ในชั้น
ไขมัน ไม่ได้เลยชั้น หรือไปอยู่ชั้นอื่น
หรือทะลุเข้าอวัยวะอื่นๆเรียบร้อยแล้ว

การประเมินอาการผิดปกติต่างๆ
รวมถึงประเมินยาชาที่จะให้ในปริมาณที่ปลอดภัย
ก็ไม่มีอันตรายค่ะ และอุปกรณ์ทันสมัย มีความปลอดภัย
เนื่องจากอุปกรณ์ก็ต้องผ่านการฆ่าเชื้อ รวมถึงไม่ชำรุด
หากทุกปัจจัยรวมกันผ่านหมดก็ปลอดภัยค่ะ

เพราะการดูดไขมันเป็นการดูดส่วนเกินที่มีอยู่ในร่างกายบางส่วน
ไม่ใช่การดูดไขมันทั้งหมดของร่างกาย
จึงทำให้สังเกตได้ว่าน้ำหนักไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากเดิมมากเท่าไหร่
 
ฉะนั้นไม่ต้องกังวลถ้าชั่งน้ำหนักแล้วน้ำหนักไม่ค่อยลด
มาโฟกัสกับสัดส่วนที่ลดลงไปจะดีกว่า

เพราะว่าหลังดูดไขมันร่างกายจะมีอาการบวม
จากน้ำเกลือและเลือดที่ค้างอยู่ในบริเวณที่ดูดไขมัน
ซึ่งในช่วงแรกร่างกายจะระบายเลือด น้ำเกลือ
และของเสียผ่านทางบริเวณแผลที่ดูดไขมัน
หลังจากนั้นร่างกายจะค่อย ๆ ฟื้นฟูส่วนที่เสียหาย และผิวจะค่อย ๆ
กระชับขึ้นมาตามลำดับ ซึ่งอาจต้องใช้ระยะเวลา 1-3 เดือน
จึงจะเห็นผล ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคลด้วยครับ

การทำเลเซอร์กระชับผิว ก็เปรียบเหมือนการซื้อออฟชั่นเสริม
การทำเลเซอร์กระชับนั้นมีส่วนช่วยให้ผิวกระชับและฟื้นฟูได้เร็วมา
กขึ้นกว่าปกติ

แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่ที่ความพึงพอใจว่าต้องการทำเลเซอร์เพิ่ม
หรือต้องการให้ผิวเข้าที่ตามธรรมชาติมากกว่า

หลังดูดไขมันการใส่ชุดกระชับสัดส่วนเป็นสิ่งสำคัญ
เพื่อช่วยพยุงผิวหนังไม่ให้หย่อนคล้อย
และยังช่วยให้ผิวฟิตกระชับเข้าที่ได้เร็วอีกด้วย
ดังนั้นจำเป็นต้องใส่ค่ะ

สามารถใส่ได้ หลังจาก 1-2สัปดาห์ ในช่วงแรกอาจใส่ผ้ารัด
เพื่อให้กระชับ แต่ถ้าน้ำไม่ไหลแล้วก็สามารถใส่ได้เลย ใส่ไปนาน 6-
8เดือน เพื่อให้รูปร่างกระชับได้รูปค่ะ (ทนหน่อยแต่สวยแน่นอน)

“กลับมาอีกได้ค่ะ” เนื่องจากไขมันสามารถสะสมได้ใหม่
จากการที่เรารับประทานอาหารมากเกินไป หรือทานอาหารจำพวก
ทอด อาหารที่มีมัน แป้ง และหวาน ซึ่งอาหารจำพวกนี้
สามารถแปรเปลี่ยนมาเป็นไขมันได้ค่ะ แนะนำว่าหลังดูดไขมัน
ประมาณ 1 – 2 เดือน ควรเริ่มออกกำลังกายประมาณ 2-3
ครั้ง/สัปดาห์ และกินอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้น
เท่านี้ก็จะช่วยให้เห็นผล ไม่เสียเปล่า

ใช้เวลาประมาณ 2-4ชั่วโมง ขึ้นกับว่าเราดูดตำแหน่งไหนบ้าง

“เจ็บทนได้ครับ” เจ็บแค่ตอนฉีดยาชา ตอนทำก็ไม่เจ็บแล้วครับ

จริงๆหลังทำแนะนำว่า “ควรขยับเคลื่อนไหวร่างกาย
เพื่อให้ลดอาการบวมได้เร็ว และร่างกายจะฟื้นตัวได้เร็วค่ะ”
แต่ถ้าไม่สะดวกในช่วงแรกในการที่จะมีน้ำไหลออกมาในช่วงแรก
อาจให้พัก 3-5วันค่ะ

ไขมันจากร่างกายสามารถนำไปเติมส่วนอื่นของร่างกายได้
โดยการนำเซลล์ไขมันไปคัดแยกเซลล์ไขมันดี แล้วนำมาเติม
ซึ่งบริเวณที่แพทย์นิยมเติมคือบริเวณ หน้าผาก, จมูก, ร่องแก้ม,
ริมฝีปาก เพื่อให้ดูเต็มอิ่ม เป็นรูปทรงตามที่ต้องการ
โดยไม่เป็นอันตรายอีกด้วย

1.WATER JET ASSISTED LIPOSUCTION
การดูดไขมันแบบ Water Jet Assisted Liposuction
คือการดูดไขมันด้วยพลังน้ำ ซึ่งเครื่องที่ได้รับความนิยม
 
และเป็นที่รู้จักในวงกว้าง คือ เครื่องดูดไขมันพลังน้ำ body-jet
(บอดี้เจ็ท) นวัตกรรมใหม่ล่าสุดจากเยอรมัน
สำหรับ Water Jet คือ การใช้พลังงานน้ำ
ฉีดพ่นเข้าไปในรูปแบบใบพัด (Fan Shape)
เพื่อทำให้เซลล์ไขมันแตกตัว (ไม่ใช่การทำลาย)

ไขมันจะแยกตัวออกจากกัน
โดยที่ทำให้เกิดความเจ็บระหว่างดูดไขมันน้อยมากครับ
เสียเลือดน้อยที่สุด นอกจากนี้ ยังสามารถนำเซลล์ไขมันที่ได้
ไปเติมเต็มบริเวณอื่นของร่างกายได้ด้วย (การฉีดไขมัน)
เพราะไขมันถูกสลายอย่างอ่อนโยน ทำให้เซลล์ไขมันไม่ตาย
และมีประสิทธิภาพสูง

ข้อดีของเครื่อง body-jet
1.เจ็บน้อย และเสียเลือดน้อย
2.มีความเจ็บหลังดูดไขมันน้อย
3.ใช้เวลาพักฟื้นเร็วมาก (ส่วนใหญ่ไม่ต้องพักฟื้น)
4.มีอาการหลังดูดไขมันน้อย
5.มีความบวมช้ำ ฟกช้ำน้อย
6.ผิวเรียบ ไม่เป็นคลื่นบุ๋ม
7.สามารถไขมันไปเติมต่อได้

ข้อเสียของเครื่อง body-jet
1.ใช้เวลาสลายไขมันนานกว่าเครื่องอื่น ๆ เล็กน้อย
2.ยังไม่เห็นผลชัดทันทีหลังทำ เพราะมีความบวมน้ำใต้ผิว
3.สัดส่วนจะเริ่มเข้าที่หลังดูดไขมัน ประมาณ 6 สัปดาห์
4.ช่วงวันแรก ๆ หลังดูดไขมัน จะมีน้ำไหลออกจากแผลเยอะ
อาจทำให้เตียง และเสื้อผ้าเปื้อนได้

2.ULTRASONIC ASSISTED LIPOSUCTION
เป็นการใช้พลังงานคลื่นเสียงอัลตร้าซาวด์ (Ultrasound)
มาช่วยในการทำลายเซลล์ไขมัน คือเครื่องดูดไขมันVaser Smooth 2.2
และ เครื่องดูดไขมัน Ultra Z วิธีการทำงานคือ
ปล่อยพลังคลื่นเสียงออกมา และเมื่อพลังงานความร้อนสูงพอ
ไขมันก็จะแตกตัวออกจากภายใน และกลายเป็นน้ำมันครับ
เหมาะสำหรับเคสที่ต้องการดูดไขมันทิ้ง, เคสดูดไขมันหน้าท้องผู้ชาย,
เคสดูดไขมันผู้ชาย, เคสคนที่มีสัดส่วนใหญ่ ไขมันเยอะ
หรือเป็นเคสที่เคยดูดไขมันมาแล้ว เกิดพังผืดเยอะ เป็นต้น
แนะนำว่าต้องเป็นแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์
เพื่อลดความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดผิวไหม้ได้ลงนะครับ
 
ข้อดีของเครื่องดูดไขมันอัลตร้าซาวด์
1.ใช้เวลาดูดไขมันไม่นาน
2.สลายไขมันได้อย่างรวดเร็ว
3.ดูดไขมันได้เยอะ ในครั้งเดียว
4.เห็นความเปลี่ยนแปลงหลังทำชัดเจน
ข้อเสียของเครื่องดูดไขมันอัลตร้าซาวด์
1.รู้สึกเจ็บ ระหว่างดูดไขมันยาชา
2.บวม ระบม ฟกช้ำ มากกว่าเครื่องพลังน้ำ
3.หลังดูดไขมันจะมีอาการเจ็บได้บ้าง
4ไม่สามารถเอาไขมันไปเติมได้
5.มีโอกาสเกิดก้อนแข็งใต้ผิวได้
6.ใช้เวลาในการพักฟื้นหลายวัน

3.POWER ASSISTED LIPOSUCTION
การดูดไขมันด้วยพลังงานกล (PAL : Power Assisted Liposuction)
จะไม่มีการใช้พลังงานความร้อน หรือพลังงานเข้ามาช่วย
ลักษณะของการสลายไขมัน จะคล้ายกับ Manual Liposuction
เพียงแต่การดูดไขมันพลังงานกล จะเป็นเครื่องมือ
ก็จะช่วยเบาแรงแพทย์ได้ วิธีการทำงานคือ
การเพิ่มความถี่ของการขยับเข็มดูดไขมัน
จนทำให้ไขมันแตกตัวออกจากกันครับ
 
4.LASER ASSISTED LIPOSUCTION
การดูดไขมันด้วยเลเซอร์ (Laser Diode Liposuction หรือ Laser-
Assisted Liposuction) คือการนำเทคโนโลยีเลเซอร์
เข้ามาช่วยสลายไขมัน
แต่พลังงานเลเซอร์จะผลิตความร้อนได้ค่อนข้างน้อย ที่ระดับอุณหภูมิ
40-60°C จึงทำให้ใช้เวลาในการดูดไขมันนาน แถมดูดไขมันได้น้อย
เห็นผลช้า จึงไม่เป็นที่นิยมแล้วในปัจุบัน
ซึ่งข้อดีของการดูดไขมันเลเซอร์คือมีความปลอดภัยสูง
 
5.SUCTION ASSISTED LIPOSUCTION
การดูดไขมันด้วยท่อธรรมดา (SAL : Suction Assisted Liposuction)
ถูกพัฒนามาจากการดูดไขมันแบบ Manual Liposuction
ด้วยแนวคิดที่ว่า ดูดไขมันยังไงให้ได้ปริมาณที่เยอะขึ้น ใช้เวลาน้อยลง
ลดความเจ็บลง และเสียเลือดน้อยลง ในช่วงนี้เองที่มีการนำ
Tumescent เข้ามาใช้ครับ จึงกลายเป็นการดูดไขมันแบบ SAL
ระหว่างที่สลายไขมัน
ไขมันที่ถูกสลายไปแล้วก็จะถูกดูดออกมาพร้อม ๆ กัน
แต่ในปัจจุบัน

แพทย์ส่วนใหญ่จะไปใช้เครื่องดูดไขมันที่มีพลังงานต่าง ๆ
เข้ามาช่วยสลายไขมันมากกว่า เพราะการดูดไขมันแบบ SAL
ก็ยังใช้เวลานานกว่า ดูดไขมันแล้วเจ็บกว่า และใช้เวลาพักฟื้นนานกว่า
เมื่อเทียบกับเครื่องดูดไขมันรุ่นใหม่ ๆ ในปัจจุบัน
อย่างเครื่องดูดไขมันพลังน้ำ body-jet, Vaser Smooth 2.2 หรือ Ultra
Z เป็นต้นครับ
 
6.MANUAL LIPOSUCTION
การดูดไขมันแบบดั้งเดิม หรือสมัยก่อน (Manual Liposuction หรือ
Conventional Liposuction)
เป็นการดูดไขมันที่ไม่ได้มีเครื่องมือมาช่วย ใช้เพียงแรงมือแพทย์
กระทุ้งไซริงค์เข้าไปที่ชั้นไขมัน และดูดไขมันออกมา
การดูดไขมันวิธีนี้ ทำให้เกิดความเสียหายกับเส้นเลือด
และเส้นประสาทเยอะ จึงทำให้เสียเลือดมาก มีความเจ็บมาก
ใช้เวลาพักฟื้นนาน
สำหรับการดูดไขมันในตำแหน่งที่มีปริมาณไขมันเยอะ
 
การดูดไขมันด้วยวิธีนี้ จึงเหมาะกับเคสดูดไขมันเหนียง
หรือดูดไขมันน้อย ๆ สำหรับเอาไปฉีดไขมันหน้าเด็ก เป็นต้น

7.การดูดไขมันผิวไม่ย้วย ด้วย J PLASMA
J Plasma (เจพลาสมา) เป็นเครื่องยกกระชับผิว กระชับสัดส่วน
โดยเฉพาะ ไม่ใช่เครื่องดูดไขมันแต่อย่างใด
เหมาะกับการใช้ควบคู่ไปกับการดูดไขมัน ซึ่งเครื่อง J Plasma
เป็นนวัตกรรมการยกกระชับผิว ใหม่ล่าสุด และดีที่สุดจากอเมริกา
มีมาตรฐานและราคาต้นทุนเครื่องค่อนข้างสูง
จึงทำให้มีคลินิกดูดไขมันไม่กี่แห่งเท่านั้น ที่มีเครื่องนี้ โดย Amara
Clinic เรามีเคสยกกระชับสัดส่วน ด้วย J Plasma
เยอะที่สุดในทวีปเอเชีย!
J Plasma จะช่วยให้เห็นผลลัพธ์หลังดูดไขมันชัดเจนมากขึ้น,
ร่างกายฟื้นฟูเร็วขึ้น, ลดปัญหาผิวย้วย ผิวหย่อนคล้อนได้อย่างตรงจุด,
ลดเวลาการใส่ชุดกระชับหลังดูดไขมัน,
ผิวกระชับเรียบตึงทันทีหลังทำ, ได้ผลลัพธ์ 80%
ของการผ่าตัดหนังหน้าท้อง
และสามารถทำได้หลายบริเวณที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยเลยครับ

แนะนำการเตรียมตัวก่อนดูดไขมันด้วยวิธีการใช้ยาชา มีดังนี้
1.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
2.รับประทานอาหารเช้าให้เรียบร้อย
3.งดชา กาแฟ น้ำอัดลม เพื่อไม่ให้ปวดปัสสาวะระหว่างดูดไขมัน
4.สวมเสื้อผ้าหลวม ๆ มีสีเข้ม และใส่สบาย
5.พาเพื่อนหรือญาติมาด้วย เพื่อพากลับบ้าน (ห้ามขับรถกลับเอง)

การดูแลตัวเองหลังดูดไขมัน ในช่วง 1 เดือนแรก
ต้องดูแลตัวเองเป็นพิเศษตามที่เจ้าหน้าที่และแพทย์แนะนำ
เพื่อให้แผลแห้งไวไม่ติดเชื้อ ร่างกายได้ฟื้นฟูตัวเองอย่างเต็มที่
มีอาการบวมน้อยลง เจ็บน้อยลง และเพื่อให้สัดส่วนเข้าที่เร็วมากขึ้น
สำหรับวิธีดูแลตัวเองหลังดูดไขมันฉบับ Amara Clinic ในช่วง 1
เดือนแรก มีดังนี้

1.รับประทานยาฆ่าเชื้อ, ยาแก้อักเสบ, ยาแก้ปวด และยาลดบวม
ตามคำแนะนำของแพทย์ และถ้าต้องการให้แผลสมานตัวเร็วขึ้น
แนะนำให้ทาน Vitamin B Complex และ Vitamin C เพิ่ม

2.ทำความสะอาดแผลด้วยยาฆ่าเชื้อและปิดแผลด้วยผ้าก๊อซเป็นประจำทุกวัน จนกว่าแผลจะแห้ง และพร้อมที่จะตัดไหมออกไป

3.ห้ามให้แผลโดนน้ำหรือน้ำแข็งแผลเด็ดขาด
เพราะอาจทำให้แผลติดเชื้อได้
หากพบว่ามีเหงื่อออกเยอะจนทำให้แผลชื้น หรือแผลเปียกชื้น
ให้รีบเปลี่ยนผ้าก๊อซใหม่ทันที
(ไม่แนะนำให้ใช้พลาสเตอร์แบบกันน้ำ)

4.เพื่อทดแทนน้ำที่ร่างกายสูญเสียไปในระหว่างดูดไขมัน
แนะนำให้ดื่มน้ำประมาณวันละ 1-2 ลิตร
หากมีอาการอ่อนเพลียสามารถดื่มเกลือแร่เสริมได้
แต่ให้ดื่มในปริมาณน้อย เพราะอาจทำให้บวมเยอะขึ้นได้

5.รับประทานอาหารให้ครบ 3 มื้อ โดยเน้นการทานโปรตีนจาก
เนื้อปลา ไข่ นมถั่วเหลือง และธัญพืช

6.หลีกเลี่ยงอาหารไม่สะอาด อาหารทะเล อาหารเค็ม ของหมักดอง
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาหารที่มีน้ำตาลสูง และงดสูบบุหรี่ด้วย
เพราะจะทำให้แผลหายช้า
งดยาและอาหารเสริมที่ส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด 2 สัปดาห์ เช่น
Aspirin, Warfarin, Vitamin E, Fish oil หรือ Ginko เป็นต้น

7.สวมชุดกระชับสัดส่วนวันละ 18-20 ชั่วโมง
หลังจากใส่ไปแล้วประมาณ 4-6 ชั่วโมง
แนะนำให้ปลดตะขอหรือถอดพักประมาณ 30 นาที – 1 ชั่วโมง
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดแผลกดทับ

8.เคลื่อนไหวร่างกายช้า ๆ ในทุก ๆ 1-2 ชั่วโมง
เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และป้องกันไม่ให้แผลตึงรั้ง

9.หากมีอาการผิดปกติ เช่น มีไข้สูง แผลผ่าตัดบวมแดงร้อน
คลื่นใส้อาเจียนมาก มีแผลจากการใส่ชุดกระชับ ให้รีบมาพบแพทย์

10.สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ
แต่แนะนำให้หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายและยกของหนัก 1 เดือน
เพื่อไม่ให้มีการบาดเจ็บมากขึ้น

ตอบเกี่ยวกับศัลยกรรมต่างๆ | คำถามที่พบบ่อยในการทำศัลยกรรมหน้าอก

การเลือกซิลิโคนขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้า
ความเหมาะสมของหน้าอก และงบประมาณที่ลูกค้าจำกัด
เช่นถ้าหากหน้าอกหย่อนคล้อยให้เลือกซิลิโคนที่มีความพุ่งเน้นเนินหน้าอ
ก หรือถ้าหากไม่มีหน้าอกเลยจะเหมาะกับซิลิโคนที่มีฐานกว้าง
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคลของลูกค้าด้วย
สามารถปรึกษาเพื่อขอคำแนะนำจากคุณหมอผู้ผ่าตัดเพื่อความเหมาะสมข
องลูกค้าได้ครับ

เทคนิค Dual Plane
เป็นเทคนิคใหม่ที่นำการเสริมแบบใต้กล้ามเนื้อและเหนือกล้ามเนื้อมาผสม
ผสานกันทำให้หน้าอกดูมีความเป็นธรรมชาติและใช้เวลาในการพักฟื้นน้อ
ยครับ

แนะนำพักผ่อนให้เต็มที่เป็นเวลา3-5วัน
ให้นอนพักผ่อนเยอะๆระวังในเรื่องการเดินหรือการลุกนั่งบ่อยๆ
หลังจากนั้นสามารถทำกิจกรรมต่างๆด้วยความระมัดระวัง
และห้ามยกของหนักเป็นเวลา1เดือนครับ

ไม่ต้องใส่สายเดรนระบายเลือด
เพราะคุณหมอใช้เทคนิคใหม่ในการเสริม
ทำให้เลือดออกน้อยและไม่มีเลือดคลั่งครับ

การเสริมหน้าอกต้องรอให้ร่างการเจริญเติบโตได้เต็มที่ก่อน
เพราะถ้าเนื้อหน้าอกยังเจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่ก็จะมีความเสี่ยงได้
อายุที่พร้อมในการเสริมหน้าอกแนะนำ18ปีขึ้นไป
 
ส่วนบุคคลที่มีอายุเยอะแล้วถ้าหากไม่มีโรคประจำตัวที่เสี่ยงในการเสริมหน้
าอกก็สามารถเสริมได้ ขึ้นอยู่กับสุขภาพร่างกายของบุคคลค่ะ

ผลเลือดที่ใช้หลักๆจะมีทั้งหมด5ตัว คือ Anti HIV,PT,PTT,INR
และCBC การตรวจเลือดมีความสำคัญมากๆในการทำศัลยกรรม
เพื่อความปลอดภัยของลูกค้าและบุคลากรทางการแพทย์ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง
ในการผ่าตัดค่ะ

การนวดหน้าอกสำคัญมากๆหลังการเสริมหน้าอก
เพราะจะช่วยให้หน้าอกเป็นทรงมากขึ้นและนิ่มขึ้น
อีกทั้งยังช่วยลดการเกิดพังผืด แนะนำในนวดหลังทำเป็นเวลา6เดือน
โดยเริ่มนวดครั้งแรกเมื่อเสริมครบ7วันหรือหลังตัดไหม
นวดทุกวันวันละ30นาที ถึง1ชั่วโมงเป็นเวลา3เดือน
หลัง3เดือนสามารถนวดวันเว้นวัน หรือสัปดาห์ละ2-3ครั้งได้
จนครบ6เดือนค่ะ

เนื่องจากซิลิโคนวางอยู่ใต้เนื้อนม
ส่วนที่ใช้สร้างน้ำนมโดยไม่มีการตัดท่อน้ำนมหรือตกแต่งบริเวณหัวนม
จึงไม่มีผลกระทบต่อการสร้างน้ำนมสามารถให้นมลูกได้ตามปกติและไม่มี
ผลข้างเคียงใดๆ

หลังเสริมหน้าอกไปแล้ว1เดือน จึงจะสามารถออกกำลังกายได้
โดยในช่วง1-3เดือนแรกให้ออกกำลังกายแบบเบาๆ เช่นการเดิน jogging
การทำคาดิโอ หรือโยคะ หลัง3เดือนสามารถวิ่ง
ยกดัมเบลหรือออกกำลังกายที่ใช้แรงเยอะๆได้ค่ะ

หน้าอกจะเข้าที่สวยในช่วง3-6เดือน แต่ถ้าหากดูแลตัวเองดี
ใส่ซับพอร์ตบราตลอด ทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
ก็อาจจะเข้าที่เร็วขึ้นขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลค่ะ

แนะนำให้ใส่เป็นเวลา6เดือน
3เดือนแรกให้ใส่ทุกวันตลอก24ชั่วโมง
หลังครบ3เดือนสามารถใส่แค่ตอนนอนได้ค่ะ

การเปลี่ยนแปลงของลักษณะเต้านมธรรมชาติอาจมีการหย่อนคล้อยบ้างเมื่
อเราอายุมากขึ้น ถ้าหากไม่ใส่ใหญ่เกินไปจนทำให้เนื้อยืดเร็วกว่าปกติ
ก็จะไม่เป็นปัญหามาก
ถ้าหากเนื้อหน้าอกเดิมมีมากอยู่แล้วก็จะมีโอกาสคล้อยตัวได้เร็วกว่าคนที่มีเ
นื้อหน้าอกน้อยค่ะ

สามารถนอนตะแคงได้เมื่อครบ1เดือนขึ้นไปค่ะ

เทคนิคที่ใช้จะเป็นการฉีดยาชาเข้าที่บริเวณหน้าอก
ทำให้ลูกค้าจะยังรู้สึกตัวแต่จะไม่มีอากรเจ็บ
ยาชาจะอยู่ได้3-6ชั่วโมง
หลังจากยาชาหมดฤทธิ์อาจจะมีอาการปวดหน่วงๆที่หน้าอกบ้าง
ให้ทานยาระงับอาการปวดค่ะ

ตัวซิลิโคนไม่ได้เป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งเต้านมโดยตรง
แต่คนไข้บางไม่เคยมีการตรวจเช็คมะเร็งเต้านมมาก่อน
ทำให้ไม่ทราบว่าตัวเองมีก่อนมะเร็งเต้านมมาก่อน
และเมื่อเสริมหน้าอกไปแล้วซิลิโคนจะเข้าไปดันก้อนมะเร็งทำให้คลำเจอง่า

ยยิ่งขึ้น
ทำให้เข้าใจผิดว่าการเสริมหน้าอกก่อให้เกิดมะเร็งเต้านมนั่นเองค่ะ

ควรงดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ทั้งก่อนและหลังเสริม
เพราะบุหรี่มีสารนิโคติน มีผลทำให้แผลไม่ดี อักเสบได้ง่ายกว่าคนปกติ
และแอลกอฮอล์ส่งผลให้แผลหายช้ามากๆ
อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่แผลค่ะ

อารหารเสริมไม่ว่าจะแบบเม็ดหรือชงดื่ม
แนะนำให้งดทั้งก่อนและหลังเสริม
เพราะจะมีผลต่อสภาวะการแข็งตัวของเลือด
เลือดอาจจะออกมากกว่าปกติและเกิดอาการเลือดคลั่งภายในหน้าอกได้ค่ะ
ควรงดก่อนและหลังผ่าตัดอย่างน้อย1เดือนค่ะ

การเกิดบล็อกหน้าอกมี2ปัจจัยหลักๆคือ
การเลือกใส่ซิลิโคนที่ใหญ่เกินไป
จนทำให้ไม่มีช่องว่างภายในหน้าอกจะเกิดการเป็นบล็อกมากกว่าการใส่แ
บบพอดีตัวและการดูแลตัวเองหลังเสริมหน้าอก
ถ้าหากไม่ดูแลตัวเองและไม่นวดตามคำแนะนำของแพทย์มีโอกาสที่หน้าอ
กจะโดนพังผืดหดรัดและเป็นบล็อกได้ค่ะ

เกิดมาจากระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายรับรู้ถึงสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในร่างกา

จึงทำการสร้างพังผืดขึ้นมาหุ้มซิลิโคนไว้เพื่อป้องกันร่างกายไม่ให้สัมผัสสิ่
งแปลกปลอมค่ะ

คนไข้ที่เสริมหน้าอกไปสามารถป้องกันได้โดยการนวดหน้าอกอย่างเป็นป
ระจำ จะทำให้หน้าอกนิ่มเป็นธรรมชาติ และช่วยป้องกันพังผืดได้ค่ะ

คำถามที่พบบ่อยในการดูดไขมัน

การดูดไขมันไม่ได้อันตรายถ้าหากคนไข้ได้รับการประเมินบริเวณที่จะดูด
ไขมัน และผลเลือดไม่มีความผิดปกติ
รวมถึงการใช้ยาชาในปริมาณที่เหมาะสมค่ะ

มีโอกาสที่ไขมันจะกลับมาได้ค่ะ
เนื่องจากไขมันนั่นสะสมได้ใหม่เรื่อยๆ
หากดูดไขมันไปแล้วไม่ออกกำลังกายหรือรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม
เช่นของทอด ของหวาน และแป้ง
อาหารจำพวกนี้จะเปลี่ยนมาเป็นไขมันสะสมได้ค่ะ

ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ดูดไขมัน อย่างต่ำคือ1ชั่วโมงค่ะ

หลังดูดไขมันแล้ว ควรดื่มน้ำเยอะๆและพักผ่อนให้เพียงพอ
สวมชุดกระชับไว้ ทานอาหารที่มีโปรตีน
งดอาหารที่จะทำให้ก่อการเกิดไขมันขึ้นมาได้
และ1เดือนหลังดูดไขมันควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

แนะนำให้สวมชุดกระชับไว้24ชั่วโมงเป็นเวลา3วันยกเว้นตอนอาบน้ำ
จากนั้นลดเหลือ12ชั่วโมงเวลากลางวันหรือกลางคืนตามความสะดวกของ
คนไข้ ใส่เป็นเวลา1เดือน

เพื่อกระชับสัดส่วนของร่างกายให้เข้าที่ไม่ให้เกิดการหย่อนคล้อยเสียรูปร่
าง

การดูดไขมันจะใช้ยาชาในการทำ
คนไข้จะเจ็บแค่ช่วงที่ฉีดยาชาแต่เจ็บแบบทนได้
หลังจากยาชาออกฤทธิ์ก็จะไม่รู้สึกเจ็บแล้วค่ะ

ในช่วงแรกให้พัก3-5วัน
แต่แนะนำให้ขยับร่างกายบ้างเล็กน้อยเพื่อไม่ให้เกิดอาการบวม
และจะทำให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วยิ่งขึ้นค่ะ

ไม่แนะนำให้ดูดไขมันพร้อมกันทีเดียวทั้งตัวควรแยกทำทีละส่วน
โดยการเว้นระยะเวลาสัก1เดือน
เพราะจะมีความเสี่ยงในการทำและจะมีปริมาณยาชาที่เกินขนาดมากเกินไ
ปค่ะ

คำถามที่พบบ่อยในการเสริมหน้าผาก

ซิลิโคนหน้าผาก มีทั้งหมด3ความหนา คือ4.5มม.
ขนาดนี้จะเหมาะสำหรับผู้หญิง ถ้าชอบธรรมชาติไม่แนะนำให้ใส่หนาค่ะ
6มม. สำหรับผู้หญิงหรือผู้ชายที่หน้าผากเดิมน้อยมากๆ และขนาด7มม.
เหมาะสำหรับสาวประเภทสองหรือคนที่ต้องการความนูนมากๆค่ะ

ซิลิโคนหน้าผาก มีทั้งหมด3ความหนา คือ4.5มม.
ขนาดนี้จะเหมาะสำหรับผู้หญิง ถ้าชอบธรรมชาติไม่แนะนำให้ใส่หนาค่ะ
6มม. สำหรับผู้หญิงหรือผู้ชายที่หน้าผากเดิมน้อยมากๆ และขนาด7มม.
เหมาะสำหรับสาวประเภทสองหรือคนที่ต้องการความนูนมากๆค่ะ

เหมาะกับคนที่มีหน้าผากแคบ แบนไม่มีความโค้งมน
หน้าผากไม่เรียบเนียนที่เกิดจากกระดูก และหน้าผากบริเวณโหนกคิ้วสูง
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์ผู้ผ่าตัดด้วย

ก่อนจะทำการสริมคุณหมอจะเหลาซิลิโคนให้เข้ากับฐานหน้าผากของลูกค้
าก่อนจึงมีโอกาสเห็นขอบซิลิโคนน้อยมากๆและถ้าหากวางซิลิโคนในตำแ
หน่งที่ถูกต้องจะไม่มีโอกาสเห็นขอบซิลิโคนค่ะ

การเกิดรอยเหี่ยวย่นเกิดจากอายุที่มากขึ้นผิวหนังจะเป็นไปตามวัยนั้นๆ
การเสริมหน้าผากไม่ได้ช่วยในการลดรอยต่างๆจึงเป็นการแก้ไขที่ไม่ตรง
จุดมากนักค่ะ

สามารถเสริมได้ แต่ต้องได้รับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้ผ่าตัดก่อน
อาจจะรอให้ฟิลเลอร์ที่เคยฉีดมาสลายไปเองก่อนหรือฉีดสารเพื่อเข้าไปสล
ายฟิลเลอร์เดิมค่ะ

งดของแสลงทุกชนิด เช่น ไก่ ไข่ แอลกอฮอล์ บุหรี่ อาหารทะเล
อาหารหมักดอง ห้ามแผลโดนน้ำ7วัน
นอนหมอนสูง งดการแต่งหน้าหรือทาครีมจนกว่าแผลจะหายดีค่ะ

หน้าผากจะเข้าที่อยู่ที่ประมาณ1-3เดือน
ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองของคนไข้ด้วยค่ะ

เกิดจากใส่ซิลิโคนที่ใหญ่มากจนเกินไป
จนทำให้ผิวหนังหน้าผากตึงจึงทำให้ดูใสไม่เป็นธรรมชาติค่ะ

หลังเสริม7วันจึงจะสามารถสระผม ไดร์ผม หนีบตรง
หรือม้วนผมได้ แต่การทำเคมีต่างๆที่ผมแนะนำให้แผลหายดีก่อนค่ะ

คำถามที่พบบ่อยในการตัดไขมันหน้าท้อง

ช่วยในเรื่องไขมันส่วนเกินที่มีให้หายไป
หน้าท้องเรียบเนียนไม่เป็นคลื่นหลังทำ
สัดส่วนกระชับเห็นได้อย่างชัดเจนค่ะ

เหมาะกับผู้ที่มีไขมันส่วนเกินบริเวณหน้าท้องเยอะ
ผู้ที่ต้องการให้รูปร่างสมส่วนชัดเจนเพื่อเสริมสร้างบุลคลิกภาพค่ะ

การผ่าตัดไขมันหน้าท้องนั้นไม่ได้แสดงผลลัพธิ์ที่ถาวร
ไขมันมีโอการที่จะกลับมาสะสมได้อีกหากปล่อยไว้นานโดยที่ไม่ดูแลตัวเอ
งอย่างถูกวิธี เช่นการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย
และการพักผ่อนที่เหมาะสมค่ะ

สามารถทำได้อีกครั้ง
แต่การผ่าตัดไขมันหน้าท้องไม่ใช่วิธีที่ช่วยในการลดน้ำหนักเพียงแต่เป็น
ตัวเลือกให้กับคนที่ไม่มีเวลาออกกำลังกายหรือลดหน้าท้องยากนั่นเอง
แนะนำว่าถ้าทำไปแล้วต้องหมั่นดูแลตัวเองให้ดี
ออกกำลังกาย
เลือกทานอาหารที่ไม่ทำให้อ้วนและมีวินัยในตัวเองให้มากๆนะคะ

สามารถทำได้อีกครั้ง
แต่การผ่าตัดไขมันหน้าท้องไม่ใช่วิธีที่ช่วยในการลดน้ำหนักเพียงแต่เป็น
ตัวเลือกให้กับคนที่ไม่มีเวลาออกกำลังกายหรือลดหน้าท้องยากนั่นเอง
แนะนำว่าถ้าทำไปแล้วต้องหมั่นดูแลตัวเองให้ดี
ออกกำลังกาย
เลือกทานอาหารที่ไม่ทำให้อ้วนและมีวินัยในตัวเองให้มากๆนะคะ

หลังผ่าตัดแล้ว ทานยาให้ครบตามที่แพทย์สั่ง
ระมัดระวังในเรื่องการเกร็งหน้าท้องเวลาไอหรือจาม
ห้ามให้แผลโดนน้ำ10วัน ทำความสะอาดแผลตามที่แพทย์แนะนำ
งดการทานของแสลงและอาการเสริมทุกชนิด1เดือนหลังผ่าตัด
พักผ่อนให้เพียงพอไม่เดินเยอะและไม่ยกของหนักอย่างน้อย1เดือนค่ะ

ในการผ่าตัดไขมันหน้าท้อง
จะมีน้ำเกลือเข้าไปในร่างกายทำนวนมาก
อาจจะทำให้มีน้ำซึมออกมาจากแผลบ้าง
จึงต้องมีการล้างแผลและเปลี่ยนผ้าก๊อซทุกวันค่ะ

แนะนำให้สวมชุดกระชับไว้24ชั่วโมงเป็นเวลา3วันยกเว้นตอนอาบน้ำ
จากนั้นลดเหลือ12ชั่วโมงเวลากลางวันหรือกลางคืนตามความสะดวกของ
คนไข้ ใส่เป็นเวลา1เดือน
เพื่อกระชับสัดส่วนของร่างกายให้เข้าที่ไม่ให้เกิดการหย่อนคล้อยเสียรูปร่
างค่ะ

แนะนำให้พักฟื้นเต็มที่7-10วัน งดการเกร็งหน้าท้อง
การยกของหนัก การเดินหรือการใช้แรงเยอะๆค่ะ

ถาม - ตอบ ก่อนเสริมจมูก

คนไข้ส่วนใหญ่
กังวลว่าซิลิโคนที่เสริมเข้าไปจะอยู่ได้ตลอดชีวิตหรือไม่
ซึ่งหมออยากบอกว่าซิลิโคนคุณภาพดีทั่ว ๆ ไป สามารถอยู่ได้
ในร่างกายเราตลอดชีวิตเลยไม่มีสลายแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความพึงพอ
ใจ ของตัวเรา ถ้าไม่มีมีปัญหาเบี้ยว เอียง หรือทะลุ ก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน

สามารถเสริมได้
แต่เราควรควบคุมอาการภูมิแพ้ให้ดีก่อนแล้วค่อยมาเสริมจมูก
เพราะว่าในช่วงการผ่าตัดแพทย์จะทำการเปิดแผลข้างในช่องจมูก หลัง
ผ่าตัดถ้าเรามีปัญหา คัดจมูก คัน จาม
น้ำมูกอาจจะไหลทำให้แผลเราเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้

โดยทั่วไปแล้วอายุ 18 ปีขึ้นไปถึงจะทำศัลยกรรมได้
ส่วนกรณีอายุยังไม่ถึง 18 ปี
ต้องได้รับการยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้ปกครองก่อน

สำคัญเลยเราควรงดสูบบุหรี่ และ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด
นอกจากนี้ควรงดยาอาหารเสริมที่มีผลต่อการแข็งตัวต่อเลือด อย่างเช่น
วิตามินอี แปะก๊วย โสม น้ำมันตับปลา และยารักษาสิวบางชนิด ด้วยค่ะ
เพราะยาและอาหารเสริมพวกนี้อาจจะทำให้เลือดเราสูบฉีดมากกว่าปกติ
หลังทำอาจจะ บวมช้ำมาก และแผลก็จะหายช้าขึ้นด้วยค่ะ

ขึ้นอยู่กับพื้นฐานจมูกของแต่ละคนและจมูก อยากได้
สำคัญที่สุดคือการมาตรวจ ประเมินปรึกษาคุณหมอ

บอกเลยว่าเสริมจมูกเจ็บไม่นาน เจ็บแค่ตอน ฉีดยาชาเท่านั้นเอง
ทำที่weeraphan Clinic ไม่เจ็บแน่นอนค่ะ

อันนี้เป็นค่าถามที่เจอบ่อยมาก แน่นอนต้องมีการ
พูดคุยเรื่องผ่าตัดกันก่อน หรือคนไข้เตรียมรูปทรง
จมูกมาให้ดูก่อนได้คุณหมอก็จะทำการประเมิน
ใบหน้าคนไข้ด้วยการจับเนื้อจับจมูกดู ต้องดูก่อน
เลยว่าจมูกเนื้อน้อยไหม? สามารถทำได้หรือไม่ได้

หลังเสริมจมูกจะบวมช้ำมากไหม และต้อง
ใช้เวลาพักฟื้นกี่วันจมูกจะเข้าที่สวย ซึ่ง การเสริมจมูกเทคนิค Close
อาการบวม ช้ำจะน้อยกว่าการเสริมจมูกแบบ Open
เราสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติเลย อาจจะ มีอาการบวมช้ำเล็กน้อย 3-7
วัน และจะ เริ่มเห็นทรงชัดเจนขึ้นใน 1 เดือน และ 3- 6
เดือนจมูกเราจะรัดแกนเข้าที่สวย

จัดฟันสามารถเสริมจมูกได้ เพราะว่าฐานกระดูก คนละส่วนกัน
ไม่มีผล อาจจะเห็นว่าหน้าเปลี่ยนไป เพราะรูปหน้าส่วนปาก
มีการปรับเปลี่ยน แต่ไม่มีผล กับการเสริมจมูกแน่นอน

เสริมได้แต่ต้องมีอาการสงบแล้ว คุมโรคได้ดีแล้ว
แต่ถ้าอาการยังกำเริบอยู่ ยังคุมโรคไม่ได้ เพิ่งตรวจเจอ
ก็อาจจะต้องทำการรักษาก่อน ให้อาการสงบ หรือว่าดีขึ้นก่อน
ถึงจะสามารถเสริมจมูกได้

การตัดปีกจมูก ข้อคำนึงคือขึ้นอยู่
กับหน้าตัดของโครงสร้างปีกจมูกค่ะ
หากปีกจมูกใหญ่หมอแนะนำว่าควรตัดปีกจมูกและทำการเสริมจมูกไปเลย
แต่ในบางกรณีหากเสริมจมูกไปแต่ไม่ได้ตัดปีก จมูก
ก็อาจจะไม่เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงขนาดนั้นเพราะฉะนั้นเราควรปรึกษาแ
พทย์ก่อนค่ะ

ทำได้สวยครบจบทีเดียว พักฟื้นครั้งเดียว แต่
ถ้าเรากังวลกลัวเจ็บมาก ก็อาจจะทำทีละอย่าง ไม่เจ็บมาก
แต่ขึ้นอยู่กับความกลัวของคนไข้ที่ต้อง เผชิญกับยาชาด้วย
จะทำก่อนทำหลังไม่มีผล

ถาม - ตอบ การเสริมคาง

เสริมคาง มีความปลอดภัยค่อนข้างสูง เป็นการผ่าตัดขนาดเล็ก
ทำไปแล้วสามารถอยู่ได้ถาวรหากไม่มีปัญหาเบี้ยวเอียง
หรือต้องการเอาออก

ก็สามารถอยู่ได้ตลอดไปเลยส่วนฟิลเลอร์เป็นสารเหลวที่เต็มเต็ม
อยู่ได้ไม่นาน ต้องหมั่นคอยเติมอยู่บ่อยครั้ง อีกทั้ง
การฉีดฟิลเลอร์สามารถทำให้ฟิลเลอร์ไหลย้อยผิดรูปได้หากดูแลไม่ดี

หลายคนใจร้อนอยากสวยเร็วแต่
ต้องเข้าใจการทำศัลยกรรมนั้นกว่าจะเข้าที่ต้องใช้เวลาพอสมควร
เสริมคางใช้เวลาเข้าที่ ประมาณ 1 – 3 เดือน
ขึ้นอยู่ที่การดูแลของแต่ละบุคคลส่วนการดูแลหลังทำนั้น ง่ายมาก
งดอาหารแสลง ของหมักดอง แอลกอฮอล์ งดท้าวคาง
งดออกกำลังกายหนัก ๆ
เพียงแค่นี้ความสวยที่ทำไปก็จะเข้าที่เร็วและไม่เป็นปัญหาแน่นอนจ้า

1.ซิลิโคนขาสั้น หรือไม่มีขา เหมาะกับคนที่มีปัญหาไม่เยอะ
ต้องการเน้นตกแต่งเฉพาะปลายคาง
2.ซิลิโคนขายาว ขาซิลิโคนจะช่วย ไล่สโลป
ของรอยต่อระหว่างแนวกราม และคางให้มีความเรียบเนียนมากขึ้น

ซิลิโคนคางที่ได้มาตรฐาน จะเป็นแบบ Medical Grade
ที่ใช้ทางการแพทย์โดยตรง เป็นซิลิโคนคุณภาพสูง ไม่มีวันหมดอายุ
และสามารถอยู่ในร่างกายเราได้ตลอดชีวิต
ยกเว้นเราจะตัดสินใจถอดออกเอง ต้องการเปลี่ยนทรงคาง
หรือเกิดอุบัติเหตุหนัก ๆ จนต้องถอดซิลิโคนออก

1.แผลใน ผ่าตัดในช่องปาก ไม่เห็นรอยแผลเป็นด้านนอก
ไม่ต้องตัดไหม แผลหายไวดูแลรักษาง่าแพทย์ต้องมีความเชี่ยวชาญสูง

2.แผลนอก มีรอยแผลเป็นใต้คาง และมีโอกาสเกิด
คีลอยด์ดูแลแผลยากกว่า บวมช้ำมากกว่าต้องล้างแผลทุกวัน
จนกว่าจะตัดไหต้องมาตัดไหมตามนัด

หลังการเสริมคางไปแล้ว จะมีอาการบวมเต็มที่ 3-7 วัน
และจะใช้เวลาในการเข้าที่ประมาณ 1-3 เดือน
ทั้งนี้ทั้งนั้นจะขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองหลังผ่าตัดของแต่ละบุคคลด้วยนะคะ

การเสริมคางด้วยการผ่าตัดศัลยกรรมใส่ซิลิโคนเป็นวิธีเสริมความงามที่คง
อยู่ได้ถาวรไปตลอดชีวิต

นอกเสียจากจะเกิดความผิดปกติที่ผิวคางซึ่งมีการใส่ซิลิโคนเสริมไว้
หรือผู้เข้ารับบริการอยากถอดซิลิโคนออก
หรืออยากเปลี่ยนรูปทรงซิลิโคนเสริมคางเป็นแบบอื่น
เมื่อเกิดเงื่อนไขเหล่านี้ แพทย์จึงจะพิจารณาผ่าตัดนำซิลิโคนออกให้

ถาม - ตอบ การทำปากกระจับ

สามารถทำปากกระจับได้
แต่ต้องให้ฟันเรียงกันเข้าที่กันให้สนิทก่อน สามารถปิดปากได้ปกติ
ถ้าในกรณีที่ยิ้มเห็นเหงือกระดับมากควรเข้ารับการผ่าตัดเหงือกก่อน หรือ
ถ้ากรณีฟันเกินไม่สามารถปิดไปได้ปรกติ
มีฟันดันเนื้อปากให้ผิดรูปควรไปจัดฟันให้เข้าที่ก่อนเพื่อประเมินรูปปากที่แ
ท้จริงได้อย่างชัดเจน และถ้าทำปากกระจับไปแล้วก็ควรงดดึงฟันประมาณ
1เดือนค่ะ

สามารถกินพวกอาหารอ่อนๆได้เช่น ข้าวต้ม, โจ๊ก, ซุปฟักทอง
แนะนำให้กินอาหารที่ช่วยลดบวมในช่วงแรกๆ
และควรหลีกเลี่ยงอาหารต้องห้ามในช่วง 1เดือนเช่น ของแสลง,
ของหมักดอง, อาหารรสจัด และอาหารทะเลค่ะ

สามารถทำปากกระจับได้
แต่ควรไปฉีดสะลายฟิลเลอร์ก่อนไม่ว่าจะเพิ่งฉีดไปหรือฉีดไปนานแล้ว
เพราะเมื่อฉีดฟิลเลอร์ไปก็จะมีเนื้อปากที่ดูหนาขึ้น
เมื่อถึงเวลาประเมินเนื้อปากจะเห็นทรงปากเดิมไม่ชัดเจน
และตอนผ่าตัดก็ต้องเลาะพังผืดออกและอาจทำให้หลังทำบวมช้ำได้ง่าย
เพราะฉะนั้นควรฉีดสะลายฟิลเลอร์ปากก่อนที่จะมาผ่าตัดปากกระจับค่ะ

บวมใน 2-3 วัน
เนื่องด้วยเทคนิคผ่าตัดมีการพัฒนาเทคนิคการผ่าตัดและการเย็บแผลอย่าง
ละเอียด ทำให้เกิดโอกาสการบวมน้อยมาก หากหมั่นดูแลประคบเย็นใน 1-
3วันแรกต่อด้วยประคบอุ่น ก็จะลดการบวมได้ไวขึ้นค่ะ

แนะนำให้ทำปากกระจับก่อนสักปาก
เพราะการสักปากจะทำให้เห็นขอบปากไม่ชัดตอนประเมินเนื้อเนื้อปาก
และเมื่อผ่าตัดจะทำให้ตอนผ่าเลือดออกง่ายหรือบวมหลังทำ
ถ้าอยากสักปากควรเว้นระยะหลังทำปากกระจับประมาณ 1เดือน

สามารถทำได้
แต่ต้องประเมินเนื้อปากก่อนว่าสามารถตัดได้ประมาณไหน
ถ้าในกรณีปากบางเกินไปคุณหมอจะแนะนำให้ไปฉีดฟิลเลอร์แทนค่ะ
ส่วนในกรณีเนื้อปากหนามากอาจมีการผ่าตัดสองรอบเพราะเนื้อปากที่หน
าหลังทำไปจะคลายตัวอีกเยอะ
โดยคุณหมอจะแจ้งให้ทราบก่อนเข้ารับการผ่าตัดค่ะ

ไม่จำเป็นต้องยกมุมก็ได้ค่ะ เพราะอยู่ที่เนื้อปากของแต่ละท่าน
โดยคุณหมอจะเป็นคนประเมินให้

เช่นคนไข้บางท่านปากยกมุมอยู่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องยก
หรือบางท่านมุมปากตกมากคุณหมอก็อาจจะแนะนำให้คนไข้ยกมุมค่ะ
สุดท้ายนี้ก็ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของคนไข้แต่ละท่านว่าชอบแบบไหนนั่
นเองค่ะ

สามารถแก้ไขปากกระจับหลังทำมาได้
โดยที่คุณหมอจะต้องประเมินดูเนื้อปากของคนไข้แต่ละท่านก่อนว่าสามาร
ถตัดแต่งเพิ่มได้ไหมเนื้อปากเหลือพอตัดหรือเปล่า
ในกรณีคนไข้ที่ตัดปากมาแล้วมันบางเกินไปจริงๆคุณหมอจะแนะนำให้ไป
เติมฟิลเลอร์เพิ่มความอวบอิ่มให้กับปากแทนค่ะ

การนวดปากกระจับช่วยได้ การนวดปากอย่างสม่ำเสมอหลังตัดไหม
10-20 ครั้ง 5-10 นาที ต่อวัน ช่วยให้ไตที่ปากลดลง เมื่อเข้าเดือนที่ 3
ไตตรงปากก็แทบจะไม่มีแล้วบางคนอาจจะมีหลงเหลืออยู่บริเวณมุมปาก
และจะหายไปหมดเมื่อเข้าเดือนที่ 5-6 เนื้อปากนิ่มลงไม่มีก้อนไตแข็งๆอีก
การหมั่นดูแลปากหลังทำดีๆก็ช่วยลดไตได้อีกด้วยค่ะ

คีลอยด์ที่ปากเจอน้อยมาก ถ้ามีอาการนูนไม่หาย
หรือหลังผ่าตัดปากมามีรอยเย็บเป็นเส้นๆ ส่วนใหญ่เกิดจากพังผืด
หรือไตจากการผ่าตัดมากกว่าจะเป็นคีลอยด์

ถาม – ตอบ ฉีดไขมันหน้า

สำหรับเทคนิคการฉีดไขมัน อาการบวมช้ำจะน้อยมากๆค่ะ
สามารถใช้ชีวิตได้ปกติตั้งแต่วันแรกที่ฉีดไปเลย
เพียงแต่ต้องปฏิบัติตัวตามที่หมอแนะนำอย่างเคร่งครัดนะคะ
สำหรับอาการบวม อาจมีได้ในช่วง 7-10 วัน ค่ะ เป็นเรื่องปกติเลย
ไม่ต้องกังวลเลย

ระยะเข้าที่ของการฉีดไขมันอยู่ที่ 2-4 เดือน (โดยปกติเฉลี่ยที่ 3
เดือน) หลังจากเข้าที่แล้วไขมันจะอยู่ได้ตลอดชีวิต

เนื่องจากไขมันส่วนที่หมอเลือกใช้ จะเป็นไขมันชั้นลึก
ซึ่งไม่ว่าจะมีหุ่นแบบไหน ตัวเล็กหรือตัวใหญ่
ทุกคนจะมีไขมันชั้นลึกทุกคน
ดังนั้นไม่ต้องกังวลเลยว่าผอมมากๆแล้วจะไม่มีไขมันให้หมอดูดออกมาฉีด
ค่ะ

สามารถทำได้ แนะนำให้เว้นอย่างน้อย 2 เดือน
เนื่องจากหลังฉีดสลายฟิลเลอร์แล้ว ผิวบริเวณนั้นจะยังมีการอักเสบอยู่
จึงยังไม่แนะนำให้ฉีดไขมันต่อเลยในทันที ซึ่งในช่วง 2 เดือนนี้
เป็นระยะเวลาเพียงพอที่การอักเสบต่างๆจะหายเป็นปกติค่ะ

สามารถทำได้ค่ะ แนะนำเว้นจากการฉีดไขมัน 3 เดือน
เพื่อให้ไขมันติดที่ฉีดเข้าไปเกิดการเกาะติดที่ชั้นผิวอย่างสมบูรณ์ก่อน
ก่อนที่จะเติมฟิลเลอร์เข้าไป

สามารถฉีดไขมันได้ค่ะ แต่ไม่แนะนำ
เนื่องจากจะมีโอกาสในการติดเชื้อสูงมากๆ
ในคนไข้กลุ่มที่เคยฉีดสารเหลว (ที่ไม่ใช่ฟิลเลอร์แท้) มาก่อน
เนื่องจากสารเหลวกลุ่มนี้จะไม่สลาย
และจะมีการแทรกซึมไปตามเนื้อเยื่อชั้นต่างๆ กระจายไปทั่ว
เมื่อเกิดการทำหัตการอะไรเพิ่มเติมในบริเวณนั้น
อาจทำให้เกิดการอักเสบและติดเชื้อตามมาได้สูงค่ะ

สามารถฉีดไขมันหน้าได้ค่ะแต่ให้เว้น 1-2 เดือน
เพื่อรอให้ไหมเข้าที่เต็มที่ ไม่เหลือการอักเสบที่ชั้นผิวแล้วค่ะ

ถาม – ตอบ ผ่าตัดดึงหน้า

ผู้ที่มีปัญหาเรื่องรอยตีนกา , ร่องแก้ม , รอยย่นบนผิวหน้า ,
หางตาไม่เท่ากัน
: ผู้ที่มีปัญหาหนังตาหย่อนคล้อยมีผิวหนังส่วนเกิน บริเวณเปลือกตา
: มีผิวหนังบริเวณใบหน้าหย่อนคล้อย , มีปัญหาแก้มห้อย
แก้มไม่เท่ากัน

ปกติหลังตัดไหม ประมาณ 7 วัน สามารถแต่งหน้าได้

โดยปกติจะซ่อนอยู่ด้านหลังใบหู และไรผม

แพทย์จะเลือกตัดผิวหนังส่วนเกินออกมาในปริมาณที่เหมาะสม และ
ออกแบบใบหน้าในส่วนอื่นให้สมส่วน ไม่ให้เสียรูปทรง เช่น
หางตาไม่ยกชี้ขึ้น

ยาที่มีฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น แอสไพริน วิตามิน
อาหารเสริมที่มีผลต่อการบวมช้ำของแผลได้ เช่น วิตามิน A, วิตามิน E,
น้ำมันตับปลา 2สัปดาห์ ก่อนการผ่าตัด

การดึงหน้าผาก การยกคิ้ว ดึงหน้าส่วนกลาง การยกโหนกแก้ม
ดึงหน้าส่วนล่าง แก้ไขเหนียงใต้คาง การดึงคอทั้งด้านข้างและตรงกลาง

การผ่าตัดดึงหน้าไม่สามารถอยู่ได้อย่างถาวร โดยทั่วไปมักอยู่ได้5-
10ปีหลังการผ่าตัด
เพราะเมื่อมีอายุเพิ่มขึ้นผิวหนังก็มีโอกาสที่จะหย่อนคล้อยได้อีกครั้ง
คนไข้บางคนจึงมีการดึงหน้าซ้ำเพื่อให้กลับมาเต่งตึงดูอ่อนเยาว์อีกครั้ง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเสริมจมูก

การเสริมจมูกที่เหมาะสมกับใบหน้า
ควรได้รับการให้คำปรึกษาจากแพทย์เพื่อวิเคราะห์ว่า
จมูกที่เราชอบหรือทรงที่เลือกนั้น
จะเหมาะสมกับรูปหน้าหรือใบหน้าหรือไม่
เพราะรูปหน้าและโครงหน้าของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
แนะนำว่าควรเข้าพบเพื่อปรึกษาแพทย์เพื่อจมูกที่สวยได้รู
ปและเหมาะสมกับใบหน้าที่ดีที่สุดของแต่ละบุคคล

ขึ้นอยู่กับหน้าตัดของโครงสร้างปีกจมูกแต่ละท่านด้วยว่า
มีขนาดเท่าไร หากกรณีที่ใหญ่มาก
แนะนำว่าควรตัดและทำพร้อมการเสริมจมูกไปเลย
ในบางกรณีหากเสริมจมูกไปแต่ไม่ได้ทำการตัดปีกจมูกก็
จะไม่เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนมากนัก
แนะนำควรปรึกษาแพทย์ก่อนทำการเสริมจมูกหรือตัดปีก
จมูก

อีกหนึ่งความกังวลของสาว ๆ
คือหลังเสริมจมูกจะบวมช้ำมากไหม
และต้องใช้เวลาพักฟื้นกี่วันจมูกจะเข้าที่สวย
ซึ่งการเสริมจมูกเทคนิค Close
อาการบวมช้ำจะน้อยกว่าการเสริมจมูกแบบ Open
เราสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติเลย
อาจจะมีอาการบวมช้ำเล็กน้อย 3-7 วัน
และจะเริ่มเห็นทรงชัดเจนขึ้นใน 1 เดือน และ 3-6
เดือนจมูกเราจะรัดแกนเข้าที่สวย

ควรหยุดพักอย่างน้อย 3 วัน

การเสริมจมูกด้วยซิลิโคน
หากการเสริมจมูกเสร็จเรียบร้อยแล้วไม่มีปัญหา

ทรงจมูกได้รูปสวยงามตามที่ต้องการ
ซิลิโคนที่ใช้ในการเสริมสามารถอยู่ได้ตลอดไปโดยไม่ต้อ
งทำการเปลี่ยนหรือแก้ไขเลย

การเลือกรูปทรงจมูกให้เหมาะกับใบหน้าเป็นสิ่งสำคัญมา
ก เพราะนอกจากจะช่วยให้รูปทรงจมูกเป็นธรรมชาติแล้ว
ยังช่วยลดโอกาสในการเกิดซิลิโคนทะลุ
มีหลายคนที่เสริมจมูกด้วยรูปทรงที่ไม่รองรับกับเนื้อจมูกเ
ดิมที่มีอยู่ เมื่อระยะเวลาผ่านไป
ก็ทำให้ซิลิโคนเสี่ยงต่อการทะลุจนต้องไปแก้จมูกใหม่

อีกหนึ่งคำถามที่ฮิตมาก ๆ สำหรับวัยรุ่น
คือเราควรดัดฟันก่อนหรือหลังเสริมจมูกดี
เราสามารถเสริมจมูกก่อนหรือหลังดัดฟันก็ได้ค่ะ
แต่แค่เป็นการใส่ลวดดัดฟันเท่านั่นนะคะ
แต่หากเป็นการจัดฟันโดยการผ่าตัด
คุณหมอแนะนำให้เสริมจมูกหลังการจัดฟันค่ะ
เพราะการผ่าตัดนี้จะส่งผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ
รูปหน้าเราค่ะ

สามารถทำได้เลยค่ะ
เนื่องจากการจัดฟันและการเสริมจมูกเป็นคนละฐานกระดู
กกัน ไม่เกี่ยวข้องกันนะคะ

มือใหม่ที่กำลังหาข้อมูลอาจจะคิดว่าเสริมจมูกต้องเจ็บแน่

ๆ แต่ถ้าเราอ่านรีวิวสาว ๆ
หลายคนที่เข้ามาเสริมจมูกต่างบอกว่า
การเสริมจมูกเทคนิค Close
จะเจ็บแค่เฉพาะตอนฉีดยาชาเท่านั้นเองค่ะ
ซึ่งก่อนที่คุณหมอจำทำการเสริมจมูกให้เราแน่นอนค่ะว่า
ต้องฉีดยาชาก่อน
และหลังจากที่เราฉีดแล้วแทบไม่รู้สึกเลยค่ะ

สำคัญเลยเราควรงดสูบบุหรี่
และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดค่ะ
นอกจากนี้ควรงดยาอาหารเสริมที่มีผลต่อการแข็งตัวต่อเ
ลือด อย่างเช่น วิตามินอี แปะก๊วย โสม น้ำมันตับปลา
และยารักษาสิวบางชนิด
เพราะยาและอาหารเสริมพวกนี้อาจจะทำให้เลือดเราสูบฉี
กมากกว่าปกติ หลังทำอาจจะบวมช้ำมาก
และแผลก็จะหายช้าขึ้นด้วยค่ะ

หลังถอดเฝือกยังไม่ควรออกกำลังกายหนัก
เพราะจะทำให้จมูกบวมขึ้นได้

ควรใช้ชีวิตประจำวันตามปกติค่ะ
(ระยะเวลาในการถอดเฝือก กรณีเสริมแบบ close
technique จะอยู่ที่ 3 วัน ส่วน open thechnique จะอยู่ที่ 7
วัน นะคะ)

ในการเสริมจมูกหากซิลิโคนอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม
คือ ใต้เยื่อหุ้มกระดูก
ไม่ว่าเราจะขยับจมูกยังไงก็จะไม่เบี้ยวค่ะ
แต่หากคนที่มีปัญหาซิลิโคนลอย (ซิลิโคนขยับได้
แสดงว่าตำแหน่งของซิลิโคนไม่ได้อยู่ที่ใต้เยื่อหุ้มกระดูก)
แค่ขยับนิดเดียวซิลิโคนก็เบี้ยวค่ะ

ทำได้ สวยครบจบทีเดียว พักฟื้นครั้งเดียว
แต่ถ้าเรากังวลกลัวเจ็บมาก

ก็อาจจะทำทีละอย่างไม่เจ็บมาก
แต่ขึ้นอยู่กับความกลัวของคนไข้ที่ต้องเผชิญกับยาชาด้ว
ย จะทำก่อนทำหลังไม่มีผล

ได้แน่นอน เสริมจมูกไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดเลย
ก่อนที่จะเย็บปิดแผล
คุณหมอเช็ดทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว
ไม่มีเลือดให้เห็น

เสริมได้แต่ต้องมีอาการสงบแล้ว
คุมโรคได้ดีแล้วแต่ถ้าอาการยังกำเริบอยู่ ยังคุมโรคไม่ได้
เพิ่งตรวจเจอ ก็อาจจะต้องทำการรักษาก่อน
ให้อาการงสงบหรือว่าดีขึ้นก่อน
ถึงจะสามารถเสริมจมูกได้ค่ะ

อย่างแรกต้องดูก่อนเลยว่าเป็นสมุนไพรชนิดอะไร
เป็นกลุ่มช่วยลดบวมหรือไม่ อย่างใบบัวสามารถทานได้
แต่ใบแป๊ะก๊วยต้องเลี่ยง

จะช่วยให้จมูกดูเป็นทรงมากกว่า
จากที่จมูกกางกว้าง แบออก จะช่วยยกปีกขึ้น
ยกปลายขึ้น ทำให้ปลายดูได้รูปมากขึ้น ดูมีมิตมากขึ้น

อาทิตย์แรกแผลจากการเสริมจมูกไม่ควรโดนน้ำ
ควรทำเพียงใช้คอตตอนบัดและน้ำเกลือในการทำความส
ะอาด หลังทำการเสริมจมูก 1
อาทิตย์พบแพทย์เพื่อตัดไหม แต่หากมีอาการผิดปกติอื่น
ๆ แนะนำว่าควรรีบพบแพทย์ทันที

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเสริมหน้าอก

– งดรับประทานยาละลายลิ่มเลือด (กลุ่มยา Aspirin,
Ibuprofen) วิตามินเอ อี ซี สมุนไพร โสม ใบแปะก๊วย
น้ำมันปลา ก่อนรับบริการ 2 สัปดาห์
– งดสูบบุหรี่ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ก่อนผ่าตัดอย่างน้อย 2 สัปดาห์
– ควรอาบน้ำสระผม
ทำความสะอาดร่างกายให้สะอาดเรียบร้อยก่อนการผ่าตัด
– เตรียมใส่เสื้อผ้าที่หลวมสบาย ใส่และถอดใส่ง่าย
เช่นเสื้อที่มีกระดุมหน้า
– งดอาหารและน้ำ ก่อนก่อนผ่าตัด เพื่อดมยาสลบ 6
ชั่วโมง

แล้วแต่สภาพร่างกายของคนไข้ โดยทั่วไปประมาณ
1 สัปดาห์

ประมาณ 10 – 15 ปีขึ้นไป ขึ้นอยู่แต่ละประเภท
ซิลิโคน

เสริมหน้าอก ปัจจุบันไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน
คือใช้แล้วอยู่ได้ตลอดชีวิตเลย
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องขึ้นอยู่กับซิลิโคนที่เราใส่ต้องมีคุณภาพ
มีมาตรฐาน โดยจะดูจากว่ามีบัตรรับประกันไหม
เป็นซิลิโคนที่มีกล่องให้กลับบ้านหรือเปล่า
ถ้าเป็นซิลิโคนที่ไม่ได้มาตรฐาน
อย่างเช่นของประเทศจีนหรือว่าอะไรที่ยังไม่ผ่านอย.ไทย
หรือว่าอย.ต่างประเทศ
อันนี้ก็มีความเสี่ยงที่อาจจะต้องก่อน 10 ปี

เสริมหน้าอกการบีบแรงแรงไม่เป็นผลดีกับหน้าอกนะครับ
เพราะว่าถ้าหน้าอกยังไม่เข้าที่ เพิ่งทำเสร็จ
การบีบแรงแรงจะทำให้มีอาการเจ็บ
เนื้อเยื่อบาดเจ็บหรือว่าทำให้ซิลิโคนไม่ได้อยู่ในตำแหน่ง
ที่ถูกต้องได้ครับ แต่ว่าถ้าเวลาผ่านไปแล้วประมาณสัก 3
เดือนขึ้นไป ซิลิโคนอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง
มีพังผืดมารัดพอสมควร
เราสามารถบีบด้วยความแรงระดับหนึ่งได้
สามารถออกกำลังกายได้ครับ

ข้อนี้อยู่ในเรื่องการบีบแรงที่กล่าวมาแล้ว
สามารถออกกำลังกายได้ครับ แต่ว่าในช่วงแรก 1 เดือน
ขอให้เป็นออกกำลังกายเบาๆอย่างเช่น การเดิน Jogging
การใช้ยกดัมเบลที่ไม่ได้หนักเกินไป
ส่วนถ้านมเข้าที่แล้วมีพังผืดมารัดรอบนม 3
เดือนขึ้นไปก็สามารถออกกำลังกายหนักๆได้วิ่ง Jogging
ออกกำลังกายชกมวยอะไรแบบนี้ก็สามารถทำได้ครับ

เสริมหน้าอกสูบบุหรี่ได้ไหม
ความจริงก่อนที่จะมาเสริมหน้าอกเราควรจะงดบุหรี่
เพราะว่านิโคตินมันมีผลทำให้แผลไม่ดี
ผิวหนังอักเสบได้ง่ายกว่าคนปกติ
หลังเสริมหน้าอกไปก็ไม่แนะนำให้สูบบุหรี่อยู่ดี
คือถ้าเลิกได้ก็เลิกไปเลย เพราะมันก็มีผลทำให้เกิดพังผืด
แผลอักเสบหลังผ่าตัดได้

ถามว่าหน้าอกจะเข้าที่สวยให้เนื้อเยื่อหายดีก่อน
ประมาณ 2-3 เดือนขึ้นไป หน้าอกจะเข้าที่ขึ้น
แต่ว่าถ้าเราได้ดูแลตัวเองดี ใส่บรากระชับหน้าอก
กินอาหารที่สะอาด คุณค่าทางอาหารสูง
พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ทำงานหนัก
ดูแลตามที่แพทย์พูดก็อาจจะเข้าที่เร็วมากขึ้นครับ

ขอเวลาพักฟื้นอยู่กับบ้านสัก 2-3 วันก็เพียงพอ
แต่ว่าถ้าจะไปทำงานเลยก็ขึ้นอยู่กับว่างานที่ทำนั้นเป็นงา
นอะไร ถ้าเราเป็นงานที่ค่อนข้างสบาย
ไม่ได้ใช้แรงแขนเยอะ
ไม่ได้ยกของหนักมากเกินไปก็สามารถเริ่มได้เร็ว

แต่กรณีที่เป็นงานที่ต้องใช้แขนเยอะ
ต้องใช้การขับรถตลอดเวลาก็ขอให้ 1-2
อาทิตย์ขึ้นไปครับ

เรื่องนอนตะแคง
ท่าทางการนอนนี่เป็นคำถามที่พบบ่อยมาก
คุณผู้หญิงท่านใดชอบที่จะนอนตะแคง นอนคว่ำ
ช่วงแรกนี่อาจจะลำบากหน่อยเพราะว่าถ้าหน้าอกยังไม่เข้
าที่
การนอนตะแคงจะเป็นการทำให้เกิดความดันขึ้นในหน้าอ
ก ซิลิโคนมีโอกาสพลิกได้ ให้เวลาสัก 2-3
สัปดาห์ขึ้นไปถึงจะเริ่มนอนตะแคง
แต่ถ้าให้ดีใส่บราล็อกนมไว้เวลานอนตะแคงก็จะไม่เกิดแรงดัน

การนวดหน้าอกถามว่าจำเป็นต้องนวดหลังตัดไหมครบ7วั
น มีหลายทฤษฎีที่ว่าการนวดหน้าอกไม่ได้ช่วยอะไร
การนวดหน้าอกก็ช่วยให้นมนิ่มขึ้น โดยส่วนตัวของผม
การนวดหน้าอกจะเป็นการทำให้เนื้อเยื่อได้ผ่อนคลาย

ทำให้น้ำเหลืองระบายได้ดี
ผมจะแนะนำให้นวดหน้าอกเมื่ออาการเจ็บหายดีแล้ว
บางคนก็อาจจะเริ่มได้เลยอาทิตย์แรกหรือว่าบางคนก็อาจ
จะเริ่มที่ประมาณ 1 เดือนครับ

อาหารเสริมที่ผมแนะนำคนไข้หลังเสริมหน้าอกไปส่วนให
ญ่จะเป็นวิตามินซี วิตามินบี
ส่วนคอลลาเจนมีคนทานเพื่อให้ผิวพรรณเต่งตึง
แต่คอลลาเจนมีการศึกษาแล้วว่าทำให้เกิดพังผืดในหน้าอ
กง่ายขึ้น
ถ้าอยากจะทานคอลลาเจนจริงๆขอให้นมเข้าที่ก่อน
ประมาณสัก 3 เดือนขึ้นไป
แล้วก็คอลลาเจนที่ทานขอให้เป็นแบรนด์ที่เชื่อถือได้

ถ้าเสริมหน้าอกที่เป็นซิลิโคนที่ผ่าน อย.
แล้วส่วนใหญ่มีการติดตามผู้ป่วยระยะยาวพบว่าโอกาสกา
รเกิดมะเร็งเต้านมใกล้เคียงคนปกติ
ดังนั้นจึงควรใช้ซิลิโคนที่ถูกกฎหมายและผ่าน อย.ครับ

ความนิ่มของหน้าอกหลังเสริม
ขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง ที่สำคัญคือหากเนื้อจริงมีมาก
พึ่งพาขนาดซิลิโคนน้อย
ก็มีโอกาสเหมือนจริงได้มากจนบางครั้งแยกไม่ได้
สัมผัสอาจจะนุ่มเหมือนหน้าอกจริงเพราะมีเนื้อจริงหุ้มอยู่ม
าก สำหรับรายที่เนื้อน้อยก็อาจจะนุ่มรองลงมาบ้าง
แต่โดยรวมถือว่าดีครับ ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ
มีผังผืดหรือไม่ ถ้าไม่มีก็จะนิ่มกว่า

เวลาใส่วัสดุซิลิโคนเสริมหน้าอก
รอบๆซิลิโคนจะเกิดการตอบสนองมีผังผืดบางๆเสมอ
ปกติจะไม่รัดจนนมแข็ง ทางการแพทย์เชื่อว่า
การอักเสบที่มากจากการผ่าตัด หรือเลือดคั่ง
หรือการติดเชื้อ
สามารถกระตุ้นการตอบสนองนี้จนมากเกินไปและผังผืดจ
ะหนาและหดรัดซิลิโคน จนหน้าอกแข็งมากๆได้

สามารถพบได้แต่น้อยมากเพราะส่วนมากผิวจะปรับตัวยืด
ได้ดี
อย่างไรก็ตามบางคนอาจมีได้โดยเฉพาะถ้าใส่ใหญ่มาก
การทายาบำรุงผิวก่อนผ่าตัดไม่แน่ว่าจะช่วยป้องกันได้หรื
อไม่ หากเกิดรอยแตกลาย หากเป็นมาก
สามารถลดรอยได้โดยอาศัยเลเซอร์

ในความเป็นจริงหน้าอกคนเราจะชิดกันมากๆเฉพาะเวลา
ใส่บราเท่านั้น เมื่อไม่ใส่บราจะคลายออกบ้าง
ระยะห่างของร่องอกนั้นขึ้นกับโครงสร้างเดิมเป็นส่วนให
ญ่
เพราะจำเป็นต้องวางซิลิโคนในตำแหน่งเต้านมเดิมเพื่อใ
ห้ทรงดูเป็นธรรมชาติ
ทั้งยังเพื่อไม่ให้กระทบกับตำแหน่งของหัวนมด้วย
แต่โดยรวมจะชิดขึ้นกว่าเดิมพอสมควรโดยต้องรอประมา
ณ 2-3 เดือนเมื่อกล้ามเนื้อยืดเต็มที่
อีกปัจจัยหนึ่งคือลักษณะกระดูกหน้าอก
ถ้ากระดูกผายออกหรือบางคนเรียก อกไก่
หน้าอกจะไม่ชิดมาก ถ้ากระดูกเป็นแอ่งตรงกลาง
จะค่อนข้างชิดกว่าปกติ

อาจจะคล้อยไปบ้างตามการเปลี่ยนแปลงของลักษณะผิวห
นังเต้านมธรรมชาติเมื่อเราอายุมากขึ้น
แต่โดยรวมไม่เป็นปัญหา หากไม่ใส่ใหญ่เกินไป
เพราะจะทำให้เนื้อยืดได้เร็วกว่าปกติที่สำคัญขึ้นกับเนื้อเต้
านมธรรมชาติ หากมีเนื้อจริงมาก มีโอกาสเปลี่ยนแปลง
คล้อยตัวได้มากกว่าคนมีเนื้อจริงน้อย

ไม่ค่อยปวด แต่จะรู้สึกตึงๆแน่นๆมากกว่า,
กรณีปวดสามารถกินยาลดปวดที่ให้ไปได้

ตอบ – หลังการผ่าตัด เสริมหน้าอก
ควรงดออกกำลังกายหรือกิจกรรมที่ต้องยกแขนสูง
ประมาณ 3 – 4 สัปดาห์
– ทานยาตามคำแนะนำของแพทย์
– สวมชุดซัพพอร์ตหน้าอก หลังการเสริมหน้าอก 2 – 4
สัปดาห์
– หลังการผ่าตัด เสริมหน้าอก ควร
หลีกเลี่ยงไม่ให้แผลโดนน้ำประมาณ 5 วัน หลังผ่าตัด
หากแผลเปียกน้ำควรใช้ผ้าสะอาดซับแผลให้แห้งทุกครั้ง
– งดสูบบุหรี่ และ ทานของหมักดอง ในช่วง 1 – 2
สัปดาห์แรก

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเสริมคาง

การเสริมคาง
เป็นการช่วยปรับรูปหน้าให้ได้สัดส่วนมากขึ้น ปกติแล้ว
สาว ๆ เอเชียมักจะคางสั้น ทำให้ใบหน้าดูกลม
พอเสริมคางจะทำให้ใบหน้าดูยาวขึ้น
ทำให้ใบหน้าดูเรียวขึ้นค่ะ

การเสริมคาง
จะต้องเสริมไปตามแนวคางที่วัดสัดส่วนจากโครงหน้าเป็น
หลัก จะไม่ได้เสริมเพื่อให้ให้ยาวลงข้างล่าง
หากเสริมในลักษณะนี้ จะทำให้คางห้อย
มองจากด้านข้างผิดรูป
ลักษณะการเสริมคางที่ถูกต้องจะเสริมไปตามรูปคางเดิมเ
ป็นหลัก ยื่นออกมาด้านหน้าเล็กน้อย เพื่อให้ดูธรรมชาติ

ต้องเข้าใจการทำศัลยกรรมนั้นกว่าจะเข้าที่ต้องใช้เวลาพ

อสมควร เสริมคางใช้เวลาเข้าที่ ประมาณ 1 – 3 เดือน
ขึ้นอยู่ที่การดูแลของแต่ละบุคคล

– การดูแลหลังทำ ง่ายมาก งดอาหารแสลง
ของหมักดอง แอลกอฮอล์ งดท้าวคาง
งดออกกำลังกายหนักๆ
แค่นี้ความสวยที่ทำไปก็จะเข้าที่เร็วและไม่เป็นปัญหา
แน่นอนจ้า

ซิลิโคนคางที่ได้มาตรฐาน จะเป็นแบบ Medical
Grade ที่ใช้ทางการแพทย์โดยตรง
เป็นซิลิโคนคุณภาพสูง ไม่มีวันหมดอายุ
และสามารถอยู่ในร่างกายเราได้ตลอดชีวิต
ยกเว้นเราจะตัดสินใจถอดออกเอง
ต้องการเปลี่ยนทรงคาง หรือเกิดอุบัติเหตุหนัก ๆ
จนต้องถอดซิลิโคนออก

แผลใน
– ผ่าตัดในช่องปาก ไม่เห็นรอยแผลเป็นด้านนอก

– ไม่ต้องตัดไหม แผลหายไว
– ดูแลรักษาง่าย
– แพทย์ต้องมีความเชี่ยวชาญสูง
แผลนอก
– มีรอยแผลเป็นใต้คาง และมีโอกาสเกิดคีลอยด์
– ดูแลแผลยากกว่า บวมช้ำมากกว่า
– ต้องล้างแผลทุกวัน จนกว่าจะตัดไหม
– ต้องมาตัดไหมตามนัด

คางสั้น โครงหน้าจะถูกแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ
1.ส่วนบน 2.ส่วนกลาง
3.ส่วนล่าง สำหรับรูปหน้าที่ได้สัดส่วนพอดี
จะต้องมีสัดส่วนใบหน้า
3 ส่วนนี้ เท่าๆกัน ซึ่งคนที่มีปัญหาคางสั้น
จะมีรูปหน้าส่วนที่ 3 สั้นกว่าปกติ

คางตัด มีลักษณะปลายคางที่ตัด เหลี่ยม
ถึงแม้สัดส่วนใบหน้า 3 ส่วนจะสมดุล
แต่หากปลายคางตัดมาก ก็จะทำให้ใบหน้าดูสั้น
หน้าดูกลมและอ้วน
ที่สำคัญปลายคางตัดจะทำให้หน้าดูแข็ง
ไม่หวานละมุน

คางบุ๋ม ลักษณะคางบุ๋มเข้าไปตรงกลาง
ทำให้คางดูมีสองแฉก เหมือนรูปหัวใจ
ทำให้รูปหน้าดูไม่ smooth มีรอยต่อ

 

วิธีเช็กว่าเรามีปัญหาคางถอยหรือไม่ คือ
เช็กสัดส่วนใบหน้าด้านข้าง
โดยลากเส้นผ่านจากปลายจมูก ริมฝีปากด้านบน
และปลายคางด้านหน้า หากคางอยู่หลังจากเส้นนี้
แสดงว่าคางถอย
ควรเสริมคางเพื่อให้คางพุ่งออกมาข้างหน้า
จะช่วยให้หน้ามีมิติมากขึ้น ทั้งหน้าตรง และด้านข้าง

คนที่มีปัญหาคางยื่นจากการที่ฟันล่างคร่อมมาด้านห
น้าฟันบน ไม่ควรที่จะเสริมคางค่ะ

เพราะจะทำให้คางยื่นมากจนเกินไป
ควรไปปรึกษาทันตแพทย์เพื่อทำการผ่าตัดแก้ไข
ใส่อุปกรณ์ช่วยดึงขากรรไกรกลับ

คนที่สามารถจัดฟันสามารถเสริมคางได้
ไม่มีปัญหาเลยค่ะ
เนื่องจากการจัดฟันเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างฟันและ
เหงือกเท่านั้น ซึ่งอยู่ไกลจากกระดูกคาง
ดังนั้นจากจัดฟันและการเสริมคางจะเกี่ยวข้องกับกระ
ดูกโครงหน้าคนละส่วนกัน

การเสริมคางเป็นการผ่าตัดขนาดเล็ก
โดยใช้เทคนิคการฉีดยาชาเฉพาะที่
ดังนั้นอาจมีความรู้สึกเจ็บเล็กน้อยตอนฉีดยาชาเท่านั้

หลังจากยาชาออกฤทธิ์คนไข้จะไม่รู้สึกเจ็บเลยขณะทำการผ่าตัด

หลังการเสริมคางไปแล้ว จะมีอาการบวมเต็มที่
3-7 วัน และจะใช้เวลาในการเข้าที่ประมาณ 1-3
เดือน
ทั้งนี้ทั้งนั้นจะขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองหลังผ่าตัดของ
แต่ละบุคคลด้วยนะคะ

การเสริมคาง เป็นการผ่าตัดขนาดเล็ก
ผลลัพธ์จะอยู่ได้ถาวร
อาจจะต้องใช้เวลาพักฟื้นเล็กน้อยหลังการผ่าตัด

– ประคบเย็นลดบวม 48 ชั่วโมงแรก
– แปรงฟันเบา ๆ เลือกใช้ยาสีฟันสูตรอ่อนโยน
และแปรงสีฟันขนนุ่ม ในวันที่ 4หลังการเสริมคาง
– เลี่ยงอาหารรสจัด กินอาหารอ่อนช่วง 7 วันแรก

– บ้วนปากด้วยน้ำเกลือบริสุทธิ์ทุกครั้งหลังกินอาหาร
ช่วง 7 วันแรก
– งดสูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์ 2 สัปดาห์
– กินยาตามแพทย์สั่ง

จริงๆ แล้วก็พอมีข้อสังเกตอยู่ค่ะ
หากคุณที่มีใบหน้ากลม สัดส่วนของใบหน้าที่ไม่สมดุล
โครงสร้างในส่วนล่าง หรือคางสั้นกว่าส่วนบน
ดูแล้วไม่บาลานซ์กัน
นั่นก็เป็นคุณสมบัติที่มากพอที่คุณสามารถตัดสินใจมาเสริ
มคางได้ค่ะ
เพราะการเสริมคางจะช่วยปรับรูปหน้าให้เรียวยาว ดูมีมิติ
และสัดส่วนสมดุล แถมไม่ตกเทรนด์สาวหน้ารูปไข่อีกด้วย

การพักฟื้นหลังจากการผ่าตัดเสริมคางนั้น
เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 7 วันค่ะ

แต่ก็สามารถไปไหนมาไหนได้ ใช้ชีวิตได้ตามปกติ
ทานข้าวได้ พบปะคนอื่นๆ ได้
แต่ก็จะมีการนัดมาล้างแผลและตัดไหมกับหมอด้วยค่ะ

ถ้าถามถึงผลข้างเคียงจากคนไข้ผ่าตัดเองไม่มีครับ
หากเกิดผลข้างเคียงขึ้นมาจริงๆ หลักๆ
เลยจะมาจากการทำงานของแพทย์ ดังนั้น
การเลือกคลินิก เลือกหมอ ค่อนข้างเป็นสิ่งสำคัญเลย
เพราะต้องเลือกหมอที่มีความชำนาญ มีประสบการณ์
คลินิคที่มีความน่าเชื่อถือ
รวมถึงความสะอาดของเครื่องไม้เครื่องมือ
ก็เป็นสิ่งที่คนไข้ต้องพิจารณาเลือกดีๆ และละเอียดครับ

ต้องบอกก่อนครับว่า
โอกาสที่จะเป็นแผลจากการทำศัลยกรรมคางจะน้อยมาก
ครับ เพราะการเสริมคางนั้นส่วนใหญ่จะมีแผลที่เล็กมากๆ
และสามารถจางหายได้ในระยะเวลา 1-3 เดือนนั่นเอง
ดังนั้น
สิ่งที่สำคัญที่คนไข้ควรโฟกัสคือการดูแลตนเองหลังผ่าตัด
เพราะเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่สำคัญมากๆ

ควรทำตามคำแนะนำของหมอเพื่อผลลัพธ์ที่ดี ทั้งนี้
ก็ยังขึ้นอยู่กับสภาพผิวของคนไข้แต่ละคนด้วย
เพราะบางรายอาจจะมีสภาพผิวที่ส่งผลต่อการเกิดแผลคีร
อยด์ได้ง่ายๆ

ช่วงแรกไม่ควรนั่งเท้าคาง
เพราะอาจทำให้ซิลิโคนเคลื่อนตัวได้
เนื่องจากแผลยังไม่หายสนิท ควรรออย่างน้อย 1 เดือน

ผู้ชายก็สามารถทำคางได้
ทางคลินิกจะมีการให้เช็คทรงคาง
เพื่อปรับทรงซิลิโคนเพิ่มเติมได้ก่อนเย็บปิดแผลทุกครั้ง

เสริมคาง มีความปลอดภัยค่อนข้างสูง
เป็นการผ่าตัดขนาดเล็ก
ทำไปแล้วสามารถอยู่ได้ถาวรหากไม่มีปัญหาเบี้ยวเอียง
หรือต้องการเอาออก ก็สามารถอยู่ได้ตลอดไปเลย

ส่วนฟิลเลอร์เป็นสารเหลวที่เต็มเต็ม อยู่ได้ไม่นาน
ต้องหมั่นคอยเติมอยู่บ่อยครั้ง อีกทั้ง
การฉีดฟิลเลอร์สามารถทำให้ฟิลเลอร์ไหลย้อยผิดรูปได้ห
ากดูแลไม่ดี

Accordion Content

คำถามที่บ่อยเกี่ยวกับการทำปากกระจับ

งดวิตามินอาหารเสริมย่างน้อย 2
สัปดาห์ก่อนผ่าตัดค่ะงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รวมไปถึงอา
หารที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอลล์ทุกชนิด และงดสูบบุหรี่
2 สัปดาห์ทั้งก่อนแล้วก็หลังจากการผ่าตัดเลยค่ะ
เพราะจะจะทำให้แผลหายช้านะคะแจ้งโรคประจำตัว เช่น
ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ
และอีกอย่างที่ขาดไม่ได้ต้องแจ้งประวัติการแพ้ยาหรืออา
หารเสริมที่ใช้ในปัจจุบันให้แพทย์ทราบก่อนเข้ารับการผ่
าตัดเลยค่ะ อันนี้สำคัญมาก ๆ เลยงดอาหารกลิ่นแรง
อาจจะเป็นปัญหาทางกลิ่นระหว่างการทำปากได้นะคะ

หรือทางที่ดีแปรงฟันให้สะอาดเรียบร้อยก่อนการผ่าตัดจะ
ดีที่สุดค่ะ
งดแต่งหน้าทาลิปสติก
หรือทาลิปมันเข้าไปในห้องผ่าตัดเด็ดขาดนะคะ
เพราะการ ทำปากกระจับ ควรอยู่ในสภาพที่ปากแห้งสนิท
และไม่มัน อาจจะทำให้แผลตัดเกิดการติดเชื้อขึ้นได้ค่ะ
เรื่องสุดท้ายที่สำคัญมาก

คืออาจจะต้องรับมือกับการมีรอยแผลเป็นตรงบริเวณปาก
นะคะ บางคนมีรอยมากน้อยต่างกันไป
ขึ้นอยู่กับแต่ละคนค่า
แต่ถ้ามีการดูแลตัวเองที่ดีอย่างการทาน Centica
ช่วยได้แน่นอนค่ะเพราะลดการเกิดแผลเป็นหลังทำศัลยก
รรมได้ค่ะ


สามารถทำปากกระจับได้
แต่ต้องให้ฟันเรียงกันเข้าที่กันให้สนิทก่อน
สามารถปิดปากได้ปกติ
ถ้าในกรณีที่ยิ้มเห็นเหงือกระดับมากควรเข้ารับการผ่าตัดเ
หงือกก่อน หรือ ถ้ากรณีฟันเกินไม่สามารถปิดไปได้ปรกติ
มีฟันดันเนื้อปากให้ผิดรูปควรไปจัดฟันให้เข้าที่ก่อนเพื่อป
ระเมิณรูปปากที่แท้จริงได้อย่างชัดเจน
และถ้าทำปากกระจับไปแล้วก็ควรงดดึงฟันประมาณ
1 เดือนค่ะ

สามารถกินพวกอาหารอ่อนๆได้เช่น
ข้าวต้ม,โจ๊ก,ซุปฟักทอง
แนะนำให่กินอาหารที่ช่วยลดบวมในช่วงแรกๆ

และควรหลีกเลี่ยงอาหารต้องห้ามในช่วง 1เดือนเช่น
ของแสลง, ของหมักดอง, อาหารรสจัด และอาหารทะเลค่ะ

สามารถทำปากกระจับได้
แต่ควรไปฉีดสะลายฟิลเลอร์ก่อนไม่ว่าจะเพิ่งฉีดไปหรือฉี
ดไปนานแล้ว
เพราะเมื่อฉีดฟิลเลอร์ไปก็จะมีเนื้อปากที่ดูหนาขึ้น
เมื่อถึงเวลาประเมินเนื้อปากจะเห็นทรงปากเดิมไม่ชัดเจน
และตอนผ่าตัดก็ต้องเลาะพังผืดออกและอาจทำให้หลังทำ
บวมช้ำได้ง่าย
เพราะฉะนั้นควรฉีดสะลายฟิลเลอร์ปากก่อนที่จะมาผ่าตัดปากกระจับค่ะ

จะคลายตัวลงอีก
เพราะหลังจากที่ตัดปากไปแล้วร่างกายรับรู้ได้ว่าเนื้อปาก
หายไปจึงพยายามปรับสมดุลปากให้มีเนื้อปากเติมเต็มขึ้น
มา
เพราะฉะนั้นเวลาออกแบบผ่าตัดปากกระจับจะต้องออกแบบทรงเพื่อตอนคลายตัวด้วย

ซึ่งหลังทำใหม่ๆอาจจะบางแต่เมื่อเวลาผ่านไป 1-3
เดือนก็จะเข้าทรงที่แท้จริง

บวมใน 2-3 วัน
เนื่องด้วยเทคนิคผ่าตัดทางบีพราวด์มีการพัฒนาเทคนิคก
ารผ่าตัดและการเย็บแผลอย่างละเอียด
ทำให้เกิดโอกาสการบวมน้อยมาก
หากหมั่นดูแลประคบเย็นใน 1-3วันแรกต่อด้วยประคบอุ่น
ก็จะลดการบวมได้ไวขึ้นค่ะ

แนะนำให้ทำปากกระจับก่อนสักปาก
เพราะการสักปากจะทำให้เห็นขอบปากไม่ชัดตอนประเมิ
นเนื้อเนื้อปาก
และเมื่อผ่าตัดจะทำให้ตอนผ่าเลือดออกง่ายหรือบวมหลัง
ทำ
ถ้าอยากสักปากควรเว้นระยะหลังทำปากกระจับประมาณ 1 เดือน

สามารถทำได้
แต่ต้องประเมินเนื้อปากก่อนว่าสามารถตัดได้ประมาณไห

ถ้าในกรณีปากบางเกินไปคุณหมอจะแนะนำให้ไปฉีดฟิลเ
ลอร์แทนค่ะ
ส่วนในกรณีเนื้อปากหนามากอาจมีการผ่าตัดสองรอบเพร
าะเนื้อปากที่หนาหลังทำไปจะคลายตัวอีกเยอะ
โดยคุณหมอจะแจ้งให้ทราบก่อนเข้ารับการผ่าตัดค่ะ

ไม่จำเป็นต้องยกมุมก็ได้ค่ะ
เพราะอยู่ที่เนื้อปากของแต่ละท่าน
โดยคุณหมอจะเป็นคนประเมินให้
เช่นคนไข้บางท่านปากยกมุมอยู่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องยก
หรือบางท่านมุมปากตกมากคุณหมอก็อาจจะแนะนำให้ค
นไข้ยกมุมค่ะ
สุดท้ายนี้ก็ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของคนไข้แต่ละท่านว่
าชอบแบบไหนนั่นเองค่ะ

เข้าที่ประมาณ 1-3 เดือน
โดยหลังผ่าตัดจะบวมในช่วง 2-

3วันแรกหลังจากตัดไหมก็จะเริ่มเห็นทรงปาก

ปากจะเริ่มเข้าที่ดีเมื่อเข้า 1เดือน จะเข้าที่อย่างชัดเจนใน
2- 3เดือน และถ้าหากหมั่นประคบเย็น-ประคบอุ่น
และนวดปากกระจับอย่างสม่ำเสมอก็จะช่วยให้ปากสวยเข้
าทรงได้เร็วขึ้นค่ะ

การนวดปากกระจับช่วยได้
การนวดปากอย่างสม่ำเสมอหลังตัดไหม 10-20 ครั้ง 5-10
นาที ต่อวัน ช่วยให้ไตที่ปากลดลง เมื่อเข้าเดือนที่ 3
ไตตรงปากก็แทบจะไม่มีแล้วบางคนอาจจะมีหลงเหลืออยู่
บริเวณมุมปาก และจะหายไปหมดเมื่อเข้าเดือนที่ 5-6
เนื้อปากนิ่มลงไม่มีก้อนไตแข็งๆอีก
การหมั่นดูแลปากหลังทำดีๆก็ช่วยลดไตได้อีกด้วยค่ะ

การทำปากช่วยให้คนที่มีปากคว่ำมีรูปปากที่ดูสวยขึ้น
ด้วยการผ่าตัดแต่งทรงปากพร้อมกับการยกมุมปาก

หลังทำปาก ทรงปากจะดูสวยขึ้น ทำให้หน้าดูเป็นมิตร
แม้ว่าจะไม่สามารถยกขอบปากขึ้นมาให้ยิ้มได้
แต่ช่วยให้ปากดูเป็นทรงใบหน้าโดยรวมจะดูละมุนขึ้นนั่นเ
องค่ะ

สามารถแก้ไขปากกระจับหลังทำมาได้
โดยที่คุณหมอจะต้องประเมินดูเนื้อปากของคนไข้แต่ละท่
านก่อนว่าสามารถตัดแต่งเพิ่มได้มั้ย
เนื้อปากเหลือพอตัดหรือเปล่า
ในกรณีคนไข้ที่ตัดปากมาแล้วมันบางเกินไปจริงๆคุณหม
อจะแนะนำให้ไปเติมฟิลเลอร์เพิ่มความอวบอิ่มให้กับปากแทนค่ะ

คีลอยด์ที่ปากเจอน้อยมาก ถ้ามีอาการนูนไม่หาย
หรือหลังผ่าตัดปากมามีรอยเย็บเป็นเส้นๆ
ส่วนใหญ่เกิดจากพังผืด
หรือไตจากการผ่าตัดมากกว่าจะเป็นคีรอยด์

– 3 วันแรกหลังทำ
ควรหมั่นประคบเย็นบริเวณริมฝีปากอยู่เสมอ
อย่างน้อยวันละ 4 รอบต่อวัน เป็นเวลา 3 วัน
จากนั้นเปลี่ยนเป็นประคบอุ่นอีก 3 วัน
– งดแปรงฟัน
และทำความสะอาดด้วยน้ำยาบ้วนปากหรือแปรงฟันด้ว
ยความเบามือ
– หมั่นดูแลแผล ล้างแผลโดยใช้สำลีชุบน้ำเกลือ
ตำแหน่งที่ผ่าตัด อย่างน้อยวันละ 4 ครั้ง

ครั้ง
– งดทาปากด้วยวาสลีน ลิปสติก ลิปมัน ขี้ผึ้ง
หรือครีมบำรุงริมฝีปากทุกประเภท
เป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ หากริมฝีปากแห้งมาก
ให้ใช้คัตตอนบัตชุบน้ำเกลือทาริมฝีปากแทน
– งดรับประทานอาหารหมักดอง อาหารที่ร้อนจัด
เย็นจัด และอาหารรสเผ็ด
– งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ 1 เดือน
– รับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์ เช่น
ยาลดบวม ยาแก้ปวด

เพราะในช่วงแรกหลังทำปากกระจับ
อาจมีอาการบวมช้ำหรือเลือดออกจากแผลที่่เย็บเล็ก

น้อย ไม่ต้องตกใจไปนะคะ
ซึ่งจะเป็นอาการปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้ค่ะ
– หลังตัดไหม
ควรนวดปากเพื่อให้ทรงกระจับอยู่ได้นานยิ่งขึ้น
และลดการเป็นไตหลังผ่าตัดอีกด้วย

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเติมไขมันหน้า

เตรียมตัวก่อนทำการฉีดไขมันหน้าก็เหมือนการผ่าตัดทั่ว
ไป

รับประทานยาหรืออาหารเสริมที่มีผลกับการแข็งตัวข
องเลือด เช่น Aspirin, Ibuprofen
– งดอาหารเสริมประเภท วิตามินเอ อี ซี สมุนไพร โสม
ใบแปะก๊วย น้ำมันปลา ก่อนรับการรักษา 2 สัปดาห์
– งดสูบบุหรี่ และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 2
สัปดาห์ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อลงได้
– ต้องไม่มีโรคประจำตัวที่เป็นอันตรายจากการผ่าตัด เช่น
หัวใจ ความดันสูง ไทรอยด์

ฉีดไขมันหน้าไม่ได้เจ็บมากจนไม่สามารถทนได้
ความเจ็บที่เกิดขึ้น จะมี 2 ส่วน คือการดูดไขมัน
และการฉีดไขมัน ในส่วนของการดูดไขมัน
การฉีดไขมันหน้า แพทย์จะทำการฉีดยาชา
เพื่อลดความรู้สึกเจ็บให้กับคนไข้อยู่แล้ว
เข็มที่ใช้ในการฉีดไขมันกลับเข้าไปนั้น
ก็เป็นเข็มที่มีขนาดเล็ก เพราะหากแพทย์ใช้เข็มที่ใหญ่
จะทำให้ไขมันที่ฉีดกลับเข้าไปนั้นเป็นเม็ดเป็นคลื่น
ผิวหน้าจะไม่เรียบเนียน
การใช้เข็มเล็กฉีดไขมันกลับไปได้ละเอียดมากกว่า
เกาะกับผิวได้ดี และมีรอยแผลเล็ก

ร่างกายส่วนที่ใช้ในการดูดไขมันเพื่อนำไขมันนั้นมาฉีดไ
ขมันหน้า แนะนำเป็นจุดของ บริเวณหน้าท้อง สะโพก
และต้นขา
ส่วนใหญ่แพทย์จะใช้ส่วนหน้าท้องและต้นขาเนื่องมาจาก
2 ส่วนนี้เป็นบริเวณที่มีไขมันอยู่เป็นจำนวนมาก
ทำให้โอกาสการติดของไขมันนั้นมีมากยิ่งขึ้นด้วย

อีกทั้งเซลล์ในไขมันยังช่วยฟื้นฟูสภาพผิวของเราได้
ทำให้ผิวหน้าหลังฉีดไขมันนั้นชุ่มชื่นและสุขภาพดี

การปลูกถ่ายไขมันบริเวณใบหน้า
โอกาสที่เซลล์ของไขมันจะอยู่รอดหลังการปลูกถ่ายพบได้
ตั้งแต่ 30 – 80 % ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย
เซลล์ไขมันที่ปลูกถ่ายติดเรียบร้อยแล้ว
จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย
โดยจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงไปตามน้ำหนักของตัวคนไข้เอง
นั่นคือ หากมีน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นไขมันก็จะฟูขึ้นค่ะ

หลังการฉีดไขมันหน้า
จะมีอาการบวมที่ใบหน้าประมาณ 3 – 5 วัน
และอาจมีอาการเขียวในตำแหน่งที่ดูดไขมันประมาณ 7 –
10 วัน
หลังจากดูดไขมันแล้วต้องทำการสวมชุดกระชับสัดส่วน
เป็นเวลา 1-2
เดือนเช่นเดียวกับการดูดไขมันแบบลดสัดส่วน
ใบหน้าที่ฉีดไขมันจะมีอาการบวมไขมันซึ่งเป็นไขมันที่แ
พทย์ได้เติมเผื่อการยุบตัวของไขมันแล้ว

ไขมันที่ฉีดจะเข้าที่ในเวลาประมาณ 3 – 5 อาทิตย์
โดยจะมีเซลล์ไขมันบางส่วนที่สลายไป
โดยอัตราการติดของไขมันนั้นขึ้นอยู่กับการดูแลหลังการ
ฉีดไขมัน หากดูแลได้ถูกวิธี ไขมันก็จะติดดีมากขึ้น
เป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย โดยไม่สลายไป

การฉีดไขมันนั้นเป็นการปรับรูปหน้า
แก้ไขจุดบกพร่อง
ที่ปลอดภัยที่สุดเพราะไม่มีสารแปลกปลอมที่เป็นสารสังเค
ราะห์ จึงมั่นใจได้ว่า
ไม่มีผลข้างเคียงอย่างแน่นอนสิ่งที่ควรระวังนั้นคือการติดเ
ชื้อต่าง ๆ ทั้งจากความสะอาดของแผล และ
การปฏิบัติตัวตามข้อห้ามอย่างเคร่งครัด
เพราะมีทั้งรอยแผลจากการดูดไขมันและฉีดเติมไขมัน

ฟิลเลอร์ เป็นสารสังเคราะห์ (hyaluronic acid)
ที่เติมได้ทันที ไม่บวม ไม่ช้ำ
แต่ไม่สามารถทำให้หน้าดูสดใสได้
ผิวหนังด้านบนอาจจะเป็นคลื่นๆ และค่าใช้จ่ายสูง
ในกรณีที่เติมหลายcc
• ไขมัน เป็นเซลล์ไขมันจากร่างกายเรา
เมื่อฉีดแล้วจะทำให้ผิวสวย หน้าดูเนียน ฉ่ำวาว
มีวอลุ่มมากกว่าการเติมฟิลเลอร์
ผิวด้านบนใบหน้าจะดูเรียบเนียนมากกว่านั้นเอง
แต่ไขมันมีโอกาสที่จะสลายไปได้แล้วแต่บุคคล

– 24 ชม.แรก งด การนวดหน้า ทาครีม โลชั่น

– ในวันแรกควรนอนพักผ่อนให้เต็มที่ 8 ชั่วโมง
– โดยเวลานอนพักผ่อนนั้นให้นอนหนอนหมอนสูง 2-3
วัน
– รับประทานยาให้ครบตามคำสั่งของแพทย์
– หลีกเลี่ยงการโดนความเย็นจัดหรือร้อนจัด เช่น
ซาวน่า
– งดดื่มแอลกอฮอล์ประมาณ 3–7 วัน
– งดการออกกำลังกายอย่างหนัก

ไม่ได้ค่ะ
การฉีดไขมันหน้าไม่สามารถเอาไขมันสเต็มเซลล์คนอื่น
มาฉีดเข้าใบหน้าของตัวเองได้ค่ะ
เนื่องจากร่างกายของคนเราจะมีสารแอนติบอดี้ (Anti-
Body)
ที่ต่อต้านสิ่งแปลกปลอมจากภายนอกที่จะเข้าสู่ร่างกาย
อาจทำให้เกิดอาการแพ้ หรืออันตรายอื่น ๆ ได้

เคสที่มีการยุบตัวของกระดูกร่วมด้วย
หากเติมเนื้อด้วยไขมันเพียงอย่างเดียว
โดยที่ไม่ยกพยุงโครงกระดูกขึ้นด้วย
เมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน 3-5 ปี
เนื้อทั้งหมดจะเริ่มหย่อนลงแบบทวีคูณครับ
เพราะขาดโครงสร้างกระดูกที่ช่วยพยุง คล้าย ๆ
ลูกโป่งที่ใส่น้ำเข้าไปแล้วทิ้งไว้นาน ๆ จะหย่อนลง
เพราะขาดโครงที่พยุงข้างใน ซึ่งการยุบตัวของกระดูกนั้น
จะเริ่มเกิดในทุกคนตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไปครับ

อันตรายร้ายแรงที่สุดของการเติมไขมัน/ฟิลเลอร์ คือ
การฉีดเข้าหลอดเลือดครับ
ในต่างประเทศทั่วโลกที่มีการฉีดไขมันมากกว่าในไทยมา
ก ๆ พบว่า
มีเคสที่เนื้อตาย/ตาบอดจากการฉีดไขมันสูงกว่าฟิลเลอร์ม
ากๆ ครับ เนื่องจาก
ไขมันไม่มีเอนไซม์ที่ใช้ย่อยสลายได้ในทันทีหากฉีดเข้าห
ลอดเลือดครับ ไม่มีทางแก้

หากฉีดไขมันแล้วเป็นก้อน
อาจเกิดจากการที่แพทย์ใช้ไขมันปริมาณเกินไป
มีเซลล์บางส่วนที่ตายจากการที่เลือดเข้ามาหล่อเลี้ยงไม่ทั
น ส่วนที่ติดก็จะดูบวมเป็นก้อน ไม่เป็นธรรมชาติค่ะ

เนื่องจากไขมันส่วนที่หมอเลือกใช้
จะเป็นไขมันชั้นลึก ไม่ว่าจะมีหุ่นแบบไหน
ตัวเล็กหรือตัวใหญ่
ทุกคนจะมีไขมันชั้นลึกทุกคนดังนั้นไม่ต้องกังวลเลยว่าผอ
มมากๆแล้วจะไม่มีไขมันให้หมอดูดออกมาฉีดนะครับ

ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจและปัญหาของแต่ละเคสเลยครับ
สำหรับบางคนหลังจากเติมไปครั้งแรก
เข้าที่แล้วรู้สึกว่าชอบแล้ว พอดีแล้ว
ก็ไม่จำเป็นต้องเติมเพิ่ม โดยปกติไขมันจะติดอยู่ที่ 50-
70% ครับ หลังจากที่ฉีดไป

สำหรับบางคนหลังจากไขมันเข้าที่แล้วยังรู้สึกว่าต้องการ
ให้เต็มกว่านี้อีกก็สามารถมาเติมซ้ำได้เลยครับ

สามารถฉีดไขมันหน้าได้ครับ แต่ให้เว้น 1-2 เดือน
เพื่อรอให้ไหมเข้าที่เต็มที่
ไม่เหลือการอักเสบที่ชั้นผิวแล้วครับ

การฉีดเติมไขมัน
เป็นวิธีที่สามารถทำได้กับหลายส่วนของร่างกาย
ไม่ว่าจะเป็นการฉีดบนใบหน้า ตั้งแต่หน้าผาก แก้ม
ริมฝีปากหรือฉีดไขมันใต้ตา

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการดูดไขมัน

ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยค่ะ
เรื่องสถานที่มีความสะอาดหรือเปล่า เนื่องจากว่า
ถ้าสถานที่ไม่สะอาด ก็ทำให้เราเสี่ยงติดเชื้อได้
คุณหมอที่ดูดมีประสบการณ์หรือไม่
จริงๆถ้าหมอมีประสบการณ์จะทำให้รู้ตำแหน่งที่ดูดว่ายังอ
ยู่ในชั้นไขมัน ไม่ได้เลยชั้น หรือไปอยู่ชั้นอื่น
หรือทะลุเข้าอวัยวะอื่นๆเรียบร้อยแล้ว
การประเมินอาการผิดปกติต่างๆ
รวมถึงประเมินยาชาที่จะให้ในปริมาณที่ปลอดภัย
ก็ไม่มีอันตรายค่ะ และอุปกรณ์ทันสมัย มีความปลอดภัย
เนื่องจากอุปกรณ์ก็ต้องผ่านการฆ่าเชื้อ รวมถึงไม่ชำรุด

“กลับมาอีกได้ค่ะ”
เนื่องจากไขมันสามารถสะสมได้ใหม่
จากการที่เรารับประทานอาหารมากเกินไป
หรือทานอาหารจำพวก ทอด อาหารที่มีมัน แป้ง

และหวาน ซึ่งอาหารจำพวกนี้
สามารถแปรเปลี่ยนมาเป็นไขมันได้ค่ะ

จริงๆหลังทำแนะนำว่า “ควรขยับเคลื่อนไหวร่างกาย
เพื่อให้ลดอาการบวมได้เร็ว
และร่างกายจะฟื้นตัวได้เร็วค่ะ”
แต่ถ้าไม่สะดวกในช่วงแรกในการที่จะมีน้ำไหลออกมาใน
ช่วงแรก อาจให้พัก 3-5วันค่ะ

หลังการดูดไขมัน
สามารถออกกำลังการได้หลังจากตัดไหมแล้วประมาณ
10-14 วัน และแผลจะต้องแห้งสนิท ซึ่งในช่วงเดือนแรก
แนะนำให้ออกกำลังกายเบาๆ เช่น เดินบนลู่วิ่ง
หรือไม่ออกหนักบริเวณที่เพิ่งทำการดูดไขมัน
และสามารถออกกำลังกายได้เต็มที่หรือเข้าฟิตเนส
ในช่วงเดือนที่ 2 หรือ 3 หลังดูดไขมันค่ะ

รอยช้ำและอาการบวมนั้นจะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสภา
พร่างกายของแต่ละคนแต่เฉลี่ยแล้วระยะเวลาในการพักฟื้
นจะอยู่ที่ 2 สัปดาห์ไปจนถึง 1 เดือน
ในกรณีที่มีอาการเจ็บหรือปวดขึ้นมานั้นเป็นอาการปกติห
ลังจากดูดไขมัน
จะมีอาการปวดแปลบที่กล้ามเนื้อประมาณ 7-10
วันและจะดีขึ้นเองตามธรรมชาติ

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นหลังการดูดไขมันที่เรามักคิดถึงเ
ป็นอย่างแรกคือผิวหย่อนคล้อย

แต่ก็ขึ้นอยู่กับสภาพผิวหนังของแต่ละคนด้วยเช่นกัน
หากเอาแค่ไขมันออกในปริมาณที่เหมาะสมก็สามารถเลี่ย
งการเกิดผลข้างเคียงได้ ในกรณีของคนที่อายุยังน้อย
ผิวหนังสามารถปรับสภาพได้เร็ว
ผลข้างเคียงหลังการดูดไขมัน อย่างเช่น
การสูญเสียความยืดหยุ่นของผิวหนังจึงมีเปอร์เซนต์ต่ำมา
ก สำหรับคนที่ผิวมีความยืดหยุ่นน้อย
หลังจากดูดไขมันแล้วควรใส่ชุดกระชับสัดส่วนเพื่อช่วยก
ระชับผิวในบริเวณที่ดูดไขมันไปและลดการเกิดปัญหาผิว
หย่อนคล้อยที่อาจตามมา

หลังจากดูดไขมันไปแล้ว ในช่วง 2 สัปดาห์แรก
บริเวณที่เราดูดไขมันจะมีความช้ำ ความระบม
และบวมมาก หลังดูดไขมันไปประมาณ 2 สัปดาห์
สัดส่วนจึงค่อย ๆ เริ่มยุบ และเข้าสู่สภาวะปกติค่ะ

หลังทำการดูดไขมันไป
คนไข้สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติทุกอย่างเลยนะคะ
ไม่ว่าจะไปทานข้าว หรือไปช้อปปิ้งนอกบ้าน

เพียงแค่มีข้อปฏิบัติตัวเพิ่มเติมในการดูแลตัวเองหลังทำกา
รดูดไขมันเท่านั้นเองค่ะ

หลังทำการดูดไขมันไป ยิ่งแผลแห้ง สมานไว
สัดส่วนก็จะเข้าที่เร็วขึ้น คนไข้ต้องดูแลตัวเองให้ดี
การดูแลแผลหลังดูดไขมันเป็นสิ่งสำคัญนั่นคือ
ห้ามให้แผลผ่าตัดติดเชื้อ ห้ามโดนน้ำ ห้ามเปียก ห้ามชื้น
เพราะจะทำให้แผลติดเชื้อได้ง่าย
แนะนำให้เช็ดตัวแทนการอาบน้ำ 7 วัน
จนกว่าจะถึงเวลานัดติดตามผล เพื่อทำการตัดไหม
แต่ทั้งนี้ต้องดูว่าแผลเราแห้งดีหรือไม่
หากแผลแห้งสนิทคุณหมอถึงจะพิจารณาว่าสามารถโดน
น้ำได้แล้วค่ะ

เมื่อแผลหายดีการซ่อมแซมร่างกาย จะฟื้นฟูได้ไว
ทานอาหารที่มีประโยชน์เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหาร
อย่างเพียงพอก็จะช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วมากขึ้น

การดูดไขมันเป็นวิธีที่ปลอดภัยและไม่อันตราย
ซึ่งได้รับการยอมรับจากศัลยแพทย์ทั่วโลกว่าเป็นวิธีกำจัด
ไขมันส่วนเกินเห็นผลรวดเร็วที่สุด

1. เครื่องดูดไขมัน Vaser

เครื่องดูดไขมันเวเซอร์ (Vaser Liposelection)
เป็นเครื่องดูดไขมันหน้าท้องส่งตรงมาจากอเมริกา
ทำงานโดยใช้พลังงานคลื่นเสียงอัลตร้าซาวด์มาสร้างควา
มร้อนมาสลายไขมันสำหรับผู้ที่มีไขมันตรงน้ำท้องเยอะ
รุ่นนี้นอกจากการดูดไขมันหน้าท้องได้แล้วยังสามารถกำจัดพังผืดใต้ผิวได้ดี
จึงช่วยลดปัญหาเซลลูไลท์และผิวเปลือกส้มลงได้

2. เครื่องดูดไขมัน Ultra Z

เครื่องดูดไขมันรุ่น Ultra Z
เป็นเครื่องดูดไขมันหน้าท้องโดยใช้คลื่นเสียงอัลตร้าซาว
ด์สลายไขมันส่วนเกิน
เหมาะสำหรับคนตัวเล็กและผู้ที่ไม่เคยมีประวัติทำการรักษ
าดูดไขมันหน้าท้องมาก่อน

3. เครื่องดูดไขมัน body-jet

เครื่องดูดไขมันรุ่น body-jet
เป็นเครื่องที่สลายไขมันด้วยน้ำ
ข้อดีของรุ่นนี้คือลดอาการเจ็บจากการดูดไขมันหน้าได้ดี
ลดการช้ำหลังการรักษาได้ดี
และสามารถเติมไขมันหรือฉีดไขมันส่วนที่เราต้องการได้
อีกด้วย

4. เครื่องดูดไขมัน MicroAire PAL

เครื่องดูดไขมันรุ่น MicroAire PAL
ใช้ระบบสั่นสะเทือนในการรักษา
มีข้อดีที่เด่นชัดที่สุดคือหลังทำ แผลเล็ก ไม่เจ็บ
ไม่ต้องพักฟื้นนาน
และเห็นผลลัพธ์หลังการรักษาได้รวดเร็ว

5. เครื่องดูดไขมัน Body Tite

เครื่องดูดไขมันกรุ่น Body Tite
เครื่องมือที่ใช้ระบบคลื่นวิทยุในการรักษาเพื่อกระตุ้นคอล
ลาเจนใต้ผิว มีดีกว่าเครื่องอื่นๆ โดยจะเห็นสองผลลัพธ์คือ
1. สามารถดูดไขมันหน้าท้องได้ดี 2. กระชับผิวที่ย่น
ตัวนี้เหมาะที่สุดสำหรับผู้ที่มีอาการเหี่ยวย่นบนหน้าท้อง
และต้องการดูดไขมันไปพร้อมกัน

 

อาการหลังดูดไขมันหน้าท้องจะมีหลายอาการ
โดยเฉพาะหลังดูไขมันวันแรก คือ อาการวิงเวียนศีรษะ
คลื่นไส้ อาเจียน และอาการบวม
อาการปวดที่เกิดขึ้นกับผู้รับการรักษาดูดไขมันหน้าท้องข
องแต่ละคน
รวมไปถึงอาจมีน้ำไหลออกจากแผลผ่าตัดหากรับการรักษ
าดูดไขมันหน้าท้องแบบ Body Jett
อาการเหล่านี้ไม่น่ากลัวหากได้รับการรักษาจากผู้เชี่ยวช
าญ

– ผู้ที่มีไขมันสะสมหน้าท้องในชั้นใต้ผิวหนัง

ผู้ที่มีไขมันสะสมบริเวณหน้าท้องจนเกิดเป็นลักษณะ
หน้าท้องใหญ่ ย้วย ไม่เป็นทรง
– ผู้ที่มีลักษณะหน้าท้องเป็นพุงหมาน้อย
– ผู้ที่มีลักษณะหน้าท้องเป็นพุงยื่นมีห่วงยางรอบเอว
– ผู้ที่ต้องการปรับสมดุลรูปร่างให้ลีนและเฟิร์มมากขึ้น
– ผู้ที่ต้องการความมั่นใจในรูปร่างตนเอง
– ผู้ที่อยากให้หน้าท้องแบนราบ บาลานซ์กับทุกสัดส่วน

การดูแลแผลหลังการรักษาดูดไขมันหน้าท้องสามาร
ถทำได้โดยเข้าทำแผลกับคลินิกหรือโรงพยาบาลหลั
งรับการรักษาดูดไขมันหน้าท้องหรือเราสามารถทำแ
ผลเองที่บ้านก็ได้
วิธีทำความสะอาดแผล
ทำความสะอาดแผลด้วยยาฆ่าเชื้อและปิดแผลด้วยผ้าก๊อซ
เป็นประจำทุกวัน
จนกว่าแผลจะแห้งหรือหากแผลบริเวณที่รับการดูดไ
ขมันหน้าท้องมีเหงื่อออกเยอะจนชื่น หรือเปียก
ควรทำแผลและเปลี่ยนผ้าก๊อซใหม่
เพื่อป้องกันไม่ให้แผลติดเชื้อ

คำถามที่ของพบบ่อยเรื่องคาง

ซิลิโคนขาสั้น หรือไม่มีขา เหมาะกับคนที่มีปัญหาไม่เยอะ ต้องการเน้นตกแต่งเฉพาะปลายคาง ส่วน ซิลิโคนขายาว ขาซิลิโคนจะช่วยไล่สโลปของรอยต่อระหว่างแนวกราม และคางให้มีความเรียบเนียนมากขึ้น

ซิลิโคนคางที่ได้มาตรฐาน จะเป็นแบบ Medical Grade ที่ใช้ทางการแพทย์โดยตรง เป็นซิลิโคนคุณภาพสูง ไม่มีวันหมดอายุ และสามารถอยู่ในร่างกายเราได้ตลอดชีวิต ยกว้นเราจะตัดสินใจถอดออกเอง ต้องการเปลี่ยนทรงคาง หรือเกิดอุบัติเหตุหนัก ๆ จนต้องถอดซิลิโคนออก

แผลใน ผ่าตัดในช่องปาก ไม่เห็นรอยแผลเป็นด้านนอก ไม่ต้องตัดไหม แผลหายไว ดูแลรักษาง่ายแพทย์ต้องมีความเชี่ยวชาญสูง ส่วน แผลนอก มีรอยแผลเป็นใต้คาง และมีโอกาสเกิดแผลเป็นดูแลแผลยากกว่า บวมช้ำมากกว่าต้องล้างแผลทุกวัน จนกว่าจะตัดไหมต้องมาตัดไหมตามนัด

ประคบเย็นลดบวม 48 ชั่วโมงแรกแปรงฟันเบา ๆ เลือกใช้ยาสีฟันสูตรอ่อนโยน และแปรงสีฟันขนนุ่ม ในวันที่ 4 หลังการเสริมคางเลี่ยงอาหารรสจัด กินอาหารอ่อนช่วง 7 วันแรกบ้วนปากด้วยน้ำเกลือบริสุทธิ์ทุกครั้งหลังกินอาหาร ช่วง 7 วันแรกงดสูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์ 2 สัปดาห์กินยาตามคุณหมอสั่ง

หลังผ่าตัด สามารถกลับบ้านได้ สามารถไปไหนมาไหนใช้ชีวิตได้ตามปกตินับวันที่ผ่าตัดเป็น0 แล้ว 0-3 วันแรกหลังการผ่าตัดเสริมคางแผลนอก ประคบเย็น ช่วยลดอาการบวมช้ำ  หลังจากนั้นวันที่ 4 เป็นต้นไป สามารถเปลี่ยนเป็นประคบอุ่นได้ทันที และหยุดประคบเมื่ออาการบวมหายไปไม่ควรกด ทับ โดนบริเวณที่ผ่าตัดเสริมคางนอกห้ามแผลโดนน้ำ จนกว่าจะตัดไหม งดกิจกรรมที่ทำให้เกิดแรงกระแทก / เลี่ยงการออกกำลังกาย ควรรับประทานตามที่แพทย์สั่ง แนะนำ ให้ครบทุกวัน

โดยปกติแล้วทางคลินิกจะนัดมาตัดไหม 7 วันหลังผ่าตัด และนัดติดตามผล เช็คทรง 1 เดือน ซึ่งระหว่างนั้นควรดูแลตัวเองและปฏิบัติ

หลังการผ่าตัดเสริมคางนอก จะดามเฝือกไว้เพื่อให้ซิลิโคนเข้ารูปตามตำแหน่งที่กำหนดมากขึ้น แปะเฝือกไว้ 7 วัน สามารถถอดเฝือกออกเองได้

คางสั้น โครงหน้าจะถูกแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ 1.ส่วนบน 2.ส่วนกลาง 3.ส่วนล่าง สำหรับรูปหน้าที่ได้สัดส่วนพอดี จะต้องมีสัดส่วนใบหน้า 3 ส่วนนี้ เท่าๆกัน ซึ่งคนที่มีปัญหาคางสั้น จะมีรูปหน้าส่วนที่ 3 สั้นกว่าปกติ

คางตัด มีลักษณะปลายคางที่ตัด เหลี่ยม ถึงแม้สัดส่วนใบหน้า 3 ส่วนจะสมดุล แต่หากปลายคางตัดมาก ก็จะทำให้ใบหน้าดูสั้น หน้าดูกลมและอ้วน ที่สำคัญปลายคางตัดจะทำให้หน้าดูแข็ง ไม่หวานละมุน       

คางบุ๋ม ลักษณะคางบุ๋มเข้าไปตรงกลาง ทำให้คางดูมีสองแฉก เหมือนรูปหัวใจ ทำให้รูปหน้าดูไม่ smooth มีรอยต่อ

วิธีเช็กว่าเรามีปัญหาคางถอยหรือไม่ คือ เช็กสัดส่วนใบหน้าด้านข้าง โดยลากเส้นผ่านจากปลายจมูก ริมฝีปากด้านบน และปลายคางด้านหน้า หากคางอยู่หลังจากเส้นนี้ แสดงว่า คางถอย ควรเสริมคางเพื่อให้คางพุ่งออกมาข้างหน้า จะช่วยให้หน้ามีมิติมากขึ้น ทั้งหน้าตรง และด้านข้าง

คนที่มีปัญหาคางยื่นจากการที่ฟันล่างคร่อมมาด้านหน้าฟันบน ไม่ควรที่จะเสริมคางค่ะ เพราะจะทำให้คางยื่นมากจนเกินไป ควรไปปรึกษาทันตแพทย์ เพื่อทำการผ่าตัดแก้ไข ใส่อุปกรณ์ช่วยดึงขากรรไกรกลับ

คนที่สามารถจัดฟันสามารถเสริมคางได้ ไม่มีปัญหาเลยค่ะ เนื่องจากการจัดฟันเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างฟันและเหงือกเท่านั้น ซึ่งอยู่ไกลจากกระดูกคาง ดังนั้นจากจัดฟันและการเสริมคางจะเกี่ยวข้องกับกระดูกโครงหน้าคนละส่วนกัน

หลังการเสริมคางไปแล้ว จะมีอาการบวมเต็มที่ 3-7 วัน และจะใช้เวลาในการเข้าที่ ประมาณ 1-3 เดือน ทั้งนี้ทั้งนั้นจะขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองหลังผ่าตัดของแต่ละบุคคลด้วยนะคะ

ทั้งการเสริมคางและการฉีดฟิลเลอร์คางสามารถช่วยปรับรูปหน้าให้สมส่วนขึ้น   ทำให้คางยาวสวยได้รูปมากขึ้นทั้ง 2 วิธี แต่ก็จะมีความแตกต่างกันคือการเสริมคาง เป็นการผ่าตัดขนาดเล็ก ผลลัพธ์จะอยู่ได้ถาวร อาจจะต้องใช้เวลาพักฟื้นเล็กน้อยหลังการผ่าตัดการฉีดฟิลเลอร์คาง จะทำให้คางสวยได้รูปในเวลาอันรวดเร็วและเห็นผลทันทีหลังฉีดฟิลเลอร์ ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องฟักฟื้น แต่ผลลัพธ์จะไม่คงอยู่ถาวร จะอยู่ได้ประมาณ 1-2 ปี ขึ้นกับรุ่นของฟิลเลอร์ที่ใช้ หากต้องการให้ได้ผลลัพธ์อย่างเดิมจะต้องคอยเติมฟิลเลอร์ซ้ำ

การเสริมคาง เป็นการช่วยปรับรูปหน้าให้ได้สัดส่วนมากขึ้น โดยปกติแล้ว สาว ๆ เอเชียมักจะคางสั้น ทำให้ใบหน้าดูกลม พอเสริมคางจะทำให้ใบหน้าดูยาวขึ้น ทำให้ใบหน้าดูเรียวขึ้นนั่นเอง

การเสริมคางนั้น จะต้องเสริมไปตามแนวคางที่วัดสัดส่วนจากโครงหน้าเป็นหลัก จะไม่ได้เสริมเพื่อให้ให้ยาวลงข้างล่าง หากเสริมในลักษณะนี้ จะทำให้คางห้อย มองจากด้านข้างผิดรูป ลักษณะการเสริมคางที่ถูกต้องจะเสริมไปตามรูปคางเดิมเป็นหลัก ยื่นออกมาด้านหน้าเล็กน้อย เพื่อให้ดูธรรมชาติ

คางโหงวเฮ้งที่ดี ต้องมีคางใหญ่ ไม่มีรอยบุ๋มหรือรอยแผลเป็นบริเวณคาง ไม่ควรมีขนาดเล็ก แหลม หรือเบี้ยว จะส่งผลให้ช่วงบั้นปลายของชีวิตมีความมั่นคง เก็บเงินได้เยอะ มีอายุยืนยาว มีความสุขกับครอบครัวญาติพี่น้องดังนั้นควรเสริมคางแผลใน เพื่อใช้ซิลิโคนขายาวเพื่อสามารถดีไซน์ทรงทำให้คางออกมาสวยตรงตามโหงวเฮ้ง ไม่เล็ก เรียว หรือแหลมจนเกินไป

หลังการผ่าตัดเสริมคางนอก จะดามเฝือกไว้เพื่อให้ซิลิโคนเข้ารูปตามตำแหน่งที่กำหนดมากขึ้น แปะเฝือกไว้ 7 วัน สามารถถอดเฝือกออกเองได้

แม้การเสริมคางด้านนอก ทำคางแผลนอก มีโอกาสเกิดแผลที่มองเห็นได้มากกว่าการเสริมคางแผลใน แต่โอกาสเกิดแผลเป็นนั้นน้อย มาก เพราะแผลผ่าตัดเสริมคางด้านนอกมีขนาดเล็กมากและด้วยตำแหน่งของแผลผ่าตัดอยู่ บริเวณใต้คาง ทำให้ดูแลรักษาง่าย ทาครีมลดรอยแผลเป็นได้ต่อเนื่อง [หลังตัดไหม / ปากแผลปิดสนิท] ช่วยลดโอกาสการเกิดแผลเป็น ลดการเกิดแผลนูนคีลอยด์

 เสริมคางหน้ากลม สามารถทำได้ค่ะ โดยแนะนำใช้เทคนิคแผลใน เนื่องจากต้องวางซิลิโคนไล่มาตั้งแต่กระดูกขากรรไกร เพื่อปรับรูปหน้าให้ดูเรียวยาว คางสวยไม่โป๊ะ

คำถามที่พบบ่อยเรื่องจมูก

สำหรับผู้ทีมีอายุ21ปี ขึ้นไป สามารถเข้าปรึกษาคุณหมอและทำได้เลย
แต่สำหรับผู้ที่มีอายุ 18ปีก็สามารถทำได้แล้ว
แต่แนะนำว่าควรมีผู้ปกครองรับรู้และอนุมัติในการเสริมจมูกด้วย

บอกเลยว่าเสริมจมูกเจ็บไม่นาน เจ็บแค่ตอนฉีดยาชาเท่านั้นเอง อุ่นใจไม่เจ็บ
เพราะคุณหมอมือเบา

อันนี้เป็นคำถามที่เจอบ่อยมาก แน่นอนต้องมีการพูดคุยเรื่องผ่าตัดกันก่อน
หรือคนไข้เตรียมรูป/ทรงจมูกมาให้ดูก่อนได้ซึ่งคุณหมอก็จะทำการประเมินใบหน้าคนไข้
ด้วยการจับเนื้อจับจมูกดูต้องดูก่อนเลยว่าจมูกเนื้อน้อยมั้ย?สามารถทำได้หรือไม่ได้

สามารถเสริมได้ แต่ต้องงดให้ยาฆ่าเชื้อและทำแผลเช้าเย็น

ขึ้นอยู่กับพื้นฐานจมูกของแต่ละคนและจมูกที่อยากได้ สำคัญที่สุดคือการมาตรวจ
ประเมินและปรึกษาคุณหมอ

ทำได้ สวยครบจบทีเดียว พักฟื้นครั้งเดียว แต่ถ้าเรากังวลกลัวเจ็บมาก
ก็อาจจะทำทีละอย่าง ไม่เจ็บมาก
แต่ขึ้นอยู่กับความกลัวของคนไข้ที่ต้องเผชิญกับยาชาด้วย จะทำก่อนทำหลังไม่มีผล

ดั้งเดิมของเรามองภายนอกไม่เอียง การเสริมของเราวางใต้เยื่อหุ้มกระดูก
ไม่ต้องกลัวเรื่องเบี้ยวเอียงหลังเสริมไปสามารถนอนตะแคงได้เลย

ได้แน่นอน เสริมจมูกไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดเลย ก่อนที่จะเย็บปิดแผล
คุณหมอเช็ดทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว ไม่มีเลือดให้เห็น

จัดฟันสามารถเสริมจมูกได้ เพราะว่าฐานกระดูกคนละส่วนกัน ไม่มีผล
อาจจะเห็นว่าหน้าเปลี่ยนไปเพราะรูปหน้าส่วนปาก มีการปรับเปลี่ยน
แต่ไม่มีผลกับการเสริมจมูกแน่นอน

ไม่มีผลกันครับ สิ่งสำคัญต้องทำให้พอดี ถ้ามีการดึงรั้งแปลว่ามีฝืนเนื้อ
ถ้าทำจมูกก็มีผลให้ตาสวยขึ้น ระยะหัวตามาสันดูได้สัดส่วนขึ้น ทำให้ตาดูชิดกันขึ้น
แต่ก็ไม่ถึงกับรั้งตา ถ้าเราทำบนความพอดี

อย่างแรกต้องดูเนื้อว่าสามารถเสริมได้มั้ย ถึงแม้จะผ่าตัดเสริมไม่ได้ ก็จะมีวิธีการอื่น
เป็นการฉีดแทน แต่สิ่งสำคัญต้องมีการคุมอาหารด้วย

ควรเป็นหลัง 3 วัน เพราะว่าเป็นช่วงที่บวมค่อนข้างเยอะ แต่ถ้าดีมากก็ประมาณ 1
เดือน

ใช้ซิลิโคนทางการแพทย์ ผ่านการวิเคราะห์มาแล้ว อยู่ในร่างกายได้ตลอดชีวิต 
ส่วนใหญปัญหาที่ต้องแก้ จะไม่ได้จากหมดอายุ แต่มาจากปัญหาซิลโคนเบี้ยวเอียงตึง
หรือฝืนเนื้อเกิน เสี่ยงทะลุได้ในอนาคต

เสริมได้แต่ต้องมีอาการสงบแล้ว คุมโรคได้ดีแล้วแต่ถ้าอาการยังกำเริบอยู่
ยังคุมโรคไม่ได้ เพิ่งตรวจเจอ ก็อาจจะต้องทำการรักษาก่อน
ให้อาการงสงบหรือว่าดีขึ้นก่อน ถึงจะสามารถเสริมจมูกได้ครับ

อย่างแรกต้องดูก่อนเลยว่าเป็นสมุนไพรชนิดอะไร เป็นกลุ่มช่วยลดบวมหรือไม่
อย่างใบบัวสามารถทานได้ แต่ใบแป๊ะก๊วยต้องเลี่ยง

ต้องดูก่อนเลยว่าความสูงของกระดูกฮัมพ์ สามารถเสริมโดยเทคนิคปิดได้มั้ย
การตะไบเพียงพอรึเปล่า ซึ่งการตะไบฮัมพ์ของที่นี่ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม
ไม่ต้องกลัวว่าจะเสียเงินเพิ่ม

ถ้าเป็นคนมีสันจมูกมากอยู่แล้ว การที่เราอยากได้สันสโลป
แปลว่าเราต้องลดช่วงกลางจมูกลง แต่สันจมูกเดิมของเราสูงมาก
สามารถทำได้แต่ไม่ได้ทรงสโลปแบบที่เราต้องการ
อาจจะต้องเป็นการทำหัตถการอย่างอื่นช่วยด้วย อย่างเช่นการปรับฐาน ปรับโครงสร้าง
ถึงจะได้ทรงตามที่คนไข้ต้องการ

จะช่วยให้จมูกดูเป็นทรงมากกว่า จากที่จมูกกางกว้าง แบออก จะช่วยยกปีกขึ้น
ยกปลายขึ้น ทำให้ปลายดูได้รูปมากขึ้น ดูมีมิตมากขึ้น

ต้องดูที่พื้นฐานจมูกเดิมของคนไข้ด้วยว่ามีปมกระดูกสูงมั้ย ฮัมป์สูงขึ้นรึเปล่า
ถ้าฮัมพ์ไม่สูงเกินไป การตะไบเพียงพอ วางใต้เยื่อหุ้มกระดูกยังไงก็ไม่ลอย

การเสริมจมูก เป็นการผ่าตัดศัลยกรรม ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีความเสี่ยง
รวมไปถึงผลข้างเคียงต่าง ๆ อยู่แล้วครับ ขึ้นอยู่กับว่าจะมากน้อยแค่ไหน
ดังนั้นก่อนตัดสินใจเสริมจมูก จึงควรพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ เช่น
การเลือกแพทย์ที่มีประสบการณ์ สามารถประเมิน
ออกแบบซิลิโคนให้เข้ากับใบหน้าแต่ละบุคคล
จะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่เหมาะสมกับใบหน้า ตรงกับความต้องการ
รวมไปถึงการเลือกใช้วัสดุซิลิโคนที่มีคุณภาพ
เพื่อให้การเสริมจมูกเป็นไปได้ด้วยดีและปลอดภัย

ปัจจุบันการศัลยกรรมจมูกเป็นที่นิยมทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย
แต่นอกจากต้องการแก้ไขทรงจมูก หรือเพิ่มความโด่งแล้ว
ลักษณะและความต้องการของแต่ละกลุ่มก็จะต่างกันไปครับ

 เสริมจมูกผู้ชาย จะเน้นเรื่องการทำดั้งโด่งมาก ๆ
มีสันจมูกตรงสวยตั้งแต่ช่วงระหว่างคิ้วลงมา เพื่อเพิ่มความคมให้ใบหน้า

เสริมจมูกผู้หญิง นิยมทำทรงให้อ่อนช้อย โค้ง สันจมูกสโลปลง
ทำแล้วหน้าดูหวาน หรือโฉบเฉี่ยวมากขึ้น 

ทั้งนี้ไม่ได้จำกัดว่าถ้าเป็นผู้ชายต้องทำทรงแบบนี้ ผู้หญิงต้องแบบนี้
ขึ้นอยู่กับความพอใจ และลักษณะใบหน้าของแต่ละบุคคล


จมูกฮัมพ์ หรือ Hump Nose คือ ลักษณะสันจมูกที่ไม่เรียบ เป็นคลื่น
นูนเป็นหลังเต่าขึ้นมา คนที่มีลักษณะจมูกแบบนี้มักมีปลายจมูกงุ้ม
ซึ่งในบางเคสที่มีฮัมพ์สูงมาก ๆ อาจทำให้จมูกดูคด เอียง ทำให้หน้าดูดุ

ตอบ หลังทำจมูกอาจมีอาการข้างเคียง เช่น ใต้ตาบวม เขียวช้ำ มีเลือดออก
บ้วนปากแล้วมีเลือดลงคอ อึดอัดจมูก ตึงบริเวณแผลผ่าตัด
ซึ่งควรดูแลตัวเองย่างเคร่งครัดเพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาสวยงาม
และคุ้มค่ากับที่เจ็บตัวไปครับ หมอมีคำแนะนำ ดังนี้
1. ใน3วันแรก ควรประคบเย็นบริเวณหน้า โดยเว้นตรงแผลเอาไว้ (สันจมูกด้านซ้ายและขวา
สันจมูกตรงกลางด้านบน ระหว่างคิ้ว) เพื่อช่วยเพื่อให้เลือดหยุดไหล และยุบบวมไวขึ้น 
2. หลัง 3 วัน แผลจะเริ่มสนิทกัน ให้เปลี่ยนมาใช้การประคบอุ่นเพื่อลดรอยเขียว ช้ำ ม่วง
3. ห้ามแคะ แกะ เกา หรือขยี้บริเวณจมูก
4. ควรนอนโดยใช้หมอนรองคอ ให้ศีรษะสูง เพื่อให้เลือดไม่คั่งในโพรงจมูก
และหลีกเลี่ยงการนอนคว่ำ
5. หลีกเลี่ยงการไปในที่ที่มีฝุ่นละอองมากประมาณ 1 สัปดาห์ ป้องกันการไอหรือจาม
6. ควรรับประทานอาหารอ่อน งดอาหารแข็ง เหนียว
7. งดล้างหน้า เพื่อไม่ให้บาดแผลโดนน้ำอย่างน้อย 3 วัน หลังจากนั้นล้างหน้าได้ตามปกติ
8. งดรับประทานอาหารหมักดอง หรืออาหารที่มีรสเผ็ดจัดและเครื่องดืมแอลกฮอล์
ที่ส่งผลต่อการอักเสบของแผล และทำให้แผลหายช้า
9. หากรู้สึกคันบริเวณจมูกให้ใช้คอตตอนบัดหรือสำลีชุบน้ำเกลือเช็ดอย่างเบามือ
10. หลีกเลี่ยงการเล่นกีฬาหนัก ๆ การวิ่ง, การว่ายน้ำ, การมีเพศสัมพันธ์, การสั่งน้ำมูก,
การขยี้จมูก, ก้มหน้านาน ๆ และยกของหนัก เนื่องจากเนื้อจมูกยังไม่เข้าที่ดี
11. หากมีอาการผิดปกติ ให้รีบไปพบแพทย์ทันที

คำถามที่พบบ่อยเรื่องดูดไขมัน

เป็นการศัลยกรรมที่ช่วยยกกระชับสัดส่วนและทำให้ร่างกายมีส่วนโงที่ชัดเจนโดยการ
กำจัดไขมันส่วนเกินที่สะสมบริเวณชั้นผิวและใต้กล้ามเนื้อในส่วนต่างๆ

ในร่างกายของเราจะมีไขมันสะสมอยู่ตามจุดต่างๆ ซึ่งสามารถดูดไขมันได้ตาม
ต้นแขน ต้นขา เหนียง สะโพก
หน้าท้องส่วนบนและส่วนล่างและมีผลต่อความสวยงามของรูปร่างของเราไม่เป็นอันต
รายต่อร่างกาย และไม่ส่งผลกระทบใด ๆ ต่อสุขภาพ
โดยในแต่ละคนก็จะมีไขมันสะสมตามจุดต่างๆ มาก-น้อยแตกต่างกันไป

ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยครับ ไม่ว่าเรื่องสถานที่ที่ทำสะอาดหรือเปล่า
ถ้าสถานที่ไม่สะอาด ก็ทำให้เราเสี่ยงติดเชื้อได้คุณหมอที่ดูดมีประสบการณ์หรือไม่
จริงๆถ้าหมอมีประสบการณ์จะทำให้รู้ตำแหน่งที่ดูดว่ายังอยู่ในชั้นไขมัน ไม่ได้เลยชั้น
หรือไปอยู่ชั้นอื่น หรือทะลุเข้าอวัยวะอื่นๆครับ

ไม่นานครับ ใช้เวลาประมาณ 30นาที ถึง 1 ชั่วโมง
และขึ้นอยู่กับว่าเราดูดตำแหน่งไหนบ้าง และจุดนั้นอยู่ตำแหน่งไหน
มีลักษณะเป็นยังไง ยาก-ง่ายขึ้นแตกต่างกันไปครับ

หมอบอกเลยว่า “กลับมาอีกได้ครับ” เนื่องจากไขมันสามารถสะสมได้ใหม่
จากการที่เรารับประทานอาหารมากเกินไป หรือทานอาหารจำพวก ทอด อาหารที่มีมัน
แป้ง และหวาน ซึ่งอาหารจำพวกนี้ สามารถแปรเปลี่ยนมาเป็นไขมันได้ค่ะ

ส่วนนี้เป็นส่วนที่มีไขมันใต้ชั้นผิวหนังอยู่ค่อนข้างน้อย
ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นไขมันในช่องท้องที่ไม่สามารถดูดไขมันออกมาได้
โดยแต่ละเคสจะมีปริมาณไขมันที่แตกต่างกัน ซึ่งคุณหมอจะเป็นผู้ประเมินให้ว่า
เรามีไขมันสะสมหน้าท้องส่วนบน เยอะแค่ไหน
ต้องดูดไขมันหน้าท้องบนออกมาเท่าไหร่ จึงจะออกมาสวย

ส่วนนี้เป็นส่วนที่ใคร ๆ ก็พบเจอ โดยเฉพาะสาว ๆ ตัวเล็กจะเห็นได้ชัดมาก
ซึ่งส่วนเกินตรงนี้ เราจะเรียกว่า “พุงหมาน้อย”
จะเป็นลักษณะของพุงป่องออกมาที่หน้าท้องส่วนล่าง ทำให้ใส่เสื้อผ้าไม่สวย
รูปร่างดูไม่เป๊ะ โดยส่วนใหญ่เคสที่มาดูดไขมันหน้าท้อง
จะมีปัญหาตรงหน้าท้องส่วนล่าง

คนที่มีไขมันสะสมหน้าท้องอย่างเช่นคุณแม่หลังคลอด
ที่หน้าท้องไม่ยุบที่ต้องการให้หน้าท้องแบนราบ หน้าท้องใหญ่
ไขมันเยอะคนที่ต้องการให้รูปร่างเป๊ะขึ้นครับ

มีหน้าท้องมีขนาดเล็กลง บุคลิกภาพดีขึ้น รูปร่างมีสัดส่วนที่เป๊ะ
แต่งตัวได้หลากหลายมากขึ้น ทำให้มั่นใจในตัวเอง

ส่วนที่เจ็บที่สุดคือข้อเท้า รองลงมาแผ่นหลัง ต่อด้วยท้องบน และต้นขา

ไม่เจ็บเลยเป็นจุดที่เจ็บน้อยที่สุดครับ

เพราะมียาชาจะเจ็บเฉพาะตอนที่ฉีดยาชาแต่ปัญหาจะขึ้นอยู่กับบ้างคนที่ตื่นเต้นเวล
าเข็มอยู่ใกล้บริเวณหน้าก็จะทำให้คุณหมอการทำงานหน่อยครับ

ต้องเข้าใจก่อนว่าการดูดไขมันนั้นไม่ใช่การ
“ลดน้ำหนัก” เราจะต้องสำรวจพฤติกรรมการกินของตัวเองก่อนว่าเป็นแบบไหน
ถ้าหากเป็นคนชอบทานแบบไม่หยุดหรือไม่ควบคุมอาหารแล้วหวังว่าการดูดไขมัน
นั้นจะช่วยให้น้ำหนักลดลง
ต่อให้คุณดูดก็ไม่ได้ช่วยอะไรเพราะว่าไขมันสามารถเกิดได้ตลอดเวลา

การดูแลหลังการดูดไขมันและดูผลติตามหลังทำ
งดรับประทานวิตามินซีบางชนิด และงดดื่มแอลกอฮอลล์

ตอบโดยทั่วไปหลังการดูดไขมันหน้าท้องร่างกายจะปรับสภาพกลับมาเป็นได้
ภายใน1-2สัปดาห์ โดต้องดูแลร่างกายตามคุณหมอแนะนำ

บริเวณสะโพกที่มากเกินไป มีไขมันสะสมบริเวณสะโพก ใส่กางเกงไม่สวย
มีเนื้อปลิ้น เพื่อให้ผิวบริเวณสะโพกมีความกระชับได้รูปมากยิ่งขึ้น

คำถามที่พบบ่อยเรื่องเสริมหน้าอก

การเสริมหน้าอกหรือการทำนม คือเป็นการตกแต่งหน้าอก
สำหรับแก้ปัญหาหน้าอกเล็ก
หรือหน้าอกไม่เท่ากันจะมีวิธีการผ่าตัดที่ทำได้โดยใส่ถุงซิลิโคนหรือถุงน้ำเกลือเข้าไป
ที่ใต้หน้าอก ผลลัพธ์ที่ได้คือขนาดของหน้าอกที่ใหญ่ขึ้น
รูปร่างสัดส่วนของหน้าอกที่สวยงามและเท่ากัน รวมถึงช่องอกที่ชัดเจนกว่าเดิม
ส่งผลให้มีความมั่นใจในรูปร่างมาก

ในทางการแพทย์จะไม่ผ่าตัดให้กับคนที่อายุต่ำกว่า 20
ปีเพื่อให้สรีระลูกค้าเติบโตเต็มที่
อายุ20ปีบริบูรณ์กฎหมายแพ่งถือเป็นบุคคลบรรลุนิติภาวะที่สามารถทำนิติกรรมใดๆไ
ด้ตัวเอง ในบางครั้งก็อนุโลม สำหรับคนที่อายุ18-20ปีแต่ต้องมีผู้ปกรองยินยอม

การเสริมหน้าอกสามารถมีลูกได้ แต่ว่าการเสริมหน้าอกแบ่งเป็น
เหนือกล้ามเนื้อและใต้กล้ามเนื้อ หากเราใส่ใต้กล้ามเนื้อ
เราไม่ได้ไปยุ่งกับเนื้อนมด้านบนเลย คือให้นมลูกได้ปกติ
แต่ถ้าเราใส่เหนือกล้ามเนื้ออาจจะเบียดเนื้อนมเวลามีนมหรือว่ามีบุตรอาจจะทำให้มีอา
การเจ็บหรือว่าหน้าอกเสียรูปทรงได้

เวลาพักฟื้นอยู่กับบ้านสัก 7 วันก็เพียง
แต่แผลพึ่งชิดกันแต่ยังไม่สนิทมากถ้าจะไปทำงานเลยก็ขึ้นอยู่กับว่างานที่ทำนั้นเป็นงา
นอะไร ถ้าเราเป็นงานที่ค่อนข้างสบาย ไม่ได้ใช้แรงแขนเยอะ
ไม่ได้ยกของหนักมากเกินไปก็สามารถไปทำงานได้ปกติ
แต่กรณีที่เป็นงานที่ยกของหนัก ต้องใช้แขนเยอะ ต้องใช้การขับรถตลอดเวลาก็ขอให้
1-2 อาทิตย์เพื่อรอให้แผลดีขึ้น

หน้าอกจะเข้าที่สวยให้เนื้อเยื่อหายดีก่อน ประมาณ 1-2
เดือนขึ้นไปหน้าอกถึงจะเข้าที่ขึ้น แต่ว่าถ้าเราดูแลตัวเองดี ใส่บรากระชับหน้าอก
กินอาหารที่สะอาดมีคุณค่าทางอาหารสูง พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ทำงานหนัก
ดูแลตามที่คุณหมอแนะนำอาจจะเข้าที่เร็วมากขึ้นตามที่ลูกค้าดูแลด้วยครับ

หน้าอกจะเข้าที่สวยให้เนื้อเยื่อหายดีก่อน ประมาณ 1-2
เดือนขึ้นไปหน้าอกถึงจะเข้าที่ขึ้น แต่ว่าถ้าเราดูแลตัวเองดี ใส่บรากระชับหน้าอก
กินอาหารที่สะอาดมีคุณค่าทางอาหารสูง พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ทำงานหนัก
ดูแลตามที่คุณหมอแนะนำอาจจะเข้าที่เร็วมากขึ้นตามที่ลูกค้าดูแลด้วยครับ

หน้าอกจะเข้าที่สวยให้เนื้อเยื่อหายดีก่อน ประมาณ 1-2
เดือนขึ้นไปหน้าอกถึงจะเข้าที่ขึ้น แต่ว่าถ้าเราดูแลตัวเองดี ใส่บรากระชับหน้าอก
กินอาหารที่สะอาดมีคุณค่าทางอาหารสูง พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ทำงานหนัก
ดูแลตามที่คุณหมอแนะนำอาจจะเข้าที่เร็วมากขึ้นตามที่ลูกค้าดูแลด้วยครับ

สามารถออกกำลังกายได้ครับ แต่ว่าในช่วงแรก 1 เดือน
ขอให้เป็นออกกำลังกายเบาๆอย่างเช่น การเดิน Jogging
หรือการยกที่ไม่ได้หนักเกินไป ส่วนถ้านมเข้าที่แล้วประมาณ 3
เดือนขึ้นไปก็สามารถออกกำลังกายหนักๆได้
อย่างเช่นวิ่งหรือออกกำลังกายชกมวยอะไรแบบนี้ก็สามารถทำได้ครับ

การนวดหน้าอกก็ช่วยให้นมนิ่มขึ้นเป็นธรรมชาติ
นวดเพื่อให้เนื้อเยื่อในหน้าอกได้ผ่อนคลาย และทำให้น้ำเหลืองระบายได้ดี
ผมจะแนะนำให้นวดหน้าอกได้ตั้งแต่ อาทิตย์แรกเพื่อให้หน้าอกไม่เกิดเป็นผังผืดครับ

อาหารเสริมที่ผมแนะนำคนไข้หลังเสริมหน้าอกไปส่วนใหญ่จะเป็นวิตามินซี
วิตามินบี ส่วนคอลลาเจนมีคนทานเพื่อให้ผิวพรรณเต่งตึง
แต่คอลลาเจนบางตัวอาจจะทำให้เกิดพังผืดในหน้าอกง่ายขึ้น
ถ้าอยากจะทานคอลลาเจนจริงๆขอให้นมเข้าที่ก่อน ประมาณสัก 3 เดือนขึ้นไป
แล้วก็คอลลาเจนที่ทานขอให้เป็นแบรนด์ที่เชื่อถือได้ครับ

ถ้าซีสต์นั้นได้ตรวจเช็กแล้วว่าเป็นซีสต์ที่ปลอดภัย ไม่ใช่ซีสต์อันตราย
เราสามารถเสริมหน้าอกได้ครับและอีกอย่างหนึ่งก็คือผมจะทำเสริมหน้าอกซิลิโคนใต้
กล้ามเนื้ออยู่แล้ว ไม่ได้ไปยุ่งกับเนื้อนม
เพราะฉะนั้นภายหลังถ้าก้อนซีสต์มันมีการเติบโตใหญ่ขึ้น
เราต้องการเจาะตรวจหรือว่าตรวจเช็กชิ้นเนื้อ เราก็สามารถผ่าตัดได้ปกติ
แม้ว่าเราจะเสริมซิลิโคนไปแล้วก็ตามครับ

ปวดหรือเจ็บหน้าอกมีรอยช้ำจนสังเกตเห็นได้ชัดว่าความรู้สึกของหัวนมหรือบริเวณร
อบเต้านม
อาจเกิดจากปลายประสาทได้รับความเสียหายโดยปกติมักจะค่อยๆดีขึ้นจนหายได้เองอ
าจรู้สึกแน่นๆเนื่องจากยังไม่ชินกับซิลิโคนที่อยู่ข้างในบางคนอาจมีริ้วรอยได้เพราะน้ำ
หนักลดลงอย่างรวดเร็ว หรือคนที่ผอมมากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
เมื่อเวลาผ่านไปผิวหนังบริเวณหน้าอกอาจมีรอยเหี่ยวย่นมากกว่าปกติ
แม้จะเอาออกก็ไม่สามารถช่วยได้ครับ

มีไข้หรือรอยแดงผิดปกติบริเวณเต้านม
อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อมีอาการแสบร้อนบริเวณเต้านมรอยบวมไม่ลดลงมีอาก
ารแน่นหน้าอก หายใจลำบาก หรือหายใจถี่มีตุ่มหรือก้อนแข็งโผล่ขึ้นมาบริเวณเต้านม
หน้าอก อาจเกิดจากซิลิโคนรั่วมีก้อนแข็งๆโผล่ขึ้นมาบริเวณใต้รักแร้
อาจเป็นสัญญาณผิดปกติของต่อมน้ำเหลืองซิลิโคนอาจเคลื่อนหรือหมุนจนสังเกตเห็น
ได้เต้านมแข็งขึ้นผิดปกติครับ

เสริมหน้าอกด้วยไขมันตัวเอง
เป็นเทคนิคหนึ่งที่ไม่ต้องทำการผ่าตัดบริเวณหน้าอกเพราะเป็นไขมันที่ดูดมาจากร่างกา
ยตัวเราเองและนำไขมันส่วนนั้นมาเติมเต็มบริเวณหน้าอกแทนซิลิโคนเข้าไปเหมาะกับ
ผู้ที่มีหน้าอกอยู่แล้ว แต่ต้องการให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเล็กน้อย หรือมีปัญหาหน้าอกห่าง
สามารถใช้การเสริมหน้าอกด้วยไขมัน เติมบริเวณร่องอกให้ชัด และชิดกันได้
ส่วนการทำหน้าอกด้วย ซิลิโคน
จะทำให้สามารถอัปไซซ์หน้าอกเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดว่ามีการเปลี่ยนแปลง
ซึ่งซิลิโคนมีหลายยี่ห้อให้เราได้เลือก
แต่มีหลายราคาที่แตกต่างกันไปตามยี่ห้อมีผิวแตกต่างกันออกไป

มี 2 รูปแบบ คือ รูปทรงกลม ซิลิโคนทรงกลมจะมีรูปทรงเป็นวงกลมตามชื่อ
แต่จะมีความโค้งมนถึงแม้จะกลมแต่หากนั่งหรือยืนซิลิโคนจะไหลลงตามแรงโน้มถ่วง
ปกติ และ รูปทรงหยดน้ำ ซิลิโคนทรงหยดน้ำจะมีรูปทรงซิลิโคนที่เหมือนหยดน้ำ
ไหลตามแรงโน้มถ่วง

ทรงนี้เหมาะกับผู้ที่มีเนินหน้าอกอยู่แล้ว แต่ต้องการเสริมหน้าอกให้หน้าอกดูชัด
ดูเต่งตึง หน้าอกสวย ใหญ่ กระชับ สามารถแก้ปัญหาหน้าอกหย่อนคล้อยได้

ตอบทรงนี้จะเหมาะกับผู้ที่มีเนื้อหน้าอกน้อย เนินน้อย
เพราะหากเสริมด้วยทรงกลมจะทำให้เห็นซิลิโคนชัด ดูไม่ธรรมชาติ
แต่การเสริมด้วยทรงหยดน้ำ จะดูเป็นเนินลงมา สวย ธรรมชาติ เหมือนหน้าอกจริง

ราคาของการเสริมหน้าอกขึ้นอยู่กับยี่ห้อซิลิโคนที่ผู้เสริมเลือก
นอกจากนั้นยังรวมค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ด้วย เช่น ค่าวางยาสลบ ค่ายา
ค่าชุดดูแลหลังศัลยกรรมเสริมหน้าอก อาจมีราคาที่สูง แต่มั่นใจได้ว่าปลอดภัย
และได้รับการดูแลอย่างดี หากเลือกศัลยกรรมเสริมหน้าอกที่มีราคาถูก ต้องศึกษาดี ๆ
เพราะอาจไม่รวมราคาของยา และห้องพักฟื้นรวมอยู่ด้วย อาจมีราคาเทียบเท่า
หรือแพงกว่า

ร่างกายของคนเราไม่เหมือนกัน
การที่จะใส่ซิลิโคนเข้าไปแล้วเกิดพังผืดมากหรือน้อยนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับผิวของซิลิโคน
แต่ขึ้นอยู่กับวิธีการดูแลตัวเองครับ
ซึ่งอย่างซิลิโคนผิวเรียบเวลาใส่จะดูนิ่มเป็นธรรมชาติกว่า
ส่วนซิลิโคนแบบผิวทรายนั้นผมว่าดีตรงที่เวลาใส่เข้าไป
ซิลิโคนผิวทรายจะมีความหนืดมากกว่าซิลิโคนผิวเรียบทำให้ซิลิโคนเคลื่อนที่ไปมาได้
ยาก รูปทรงจึงเปลี่ยนแปลงได้น้อย

หลังเสริมหน้าอกห้ามให้แผลโดนน้ำ
สามารถทำความสะอาดแผลได้ด้วยการใช้น้ำเกลือจนกว่าแผลจะหาย อย่างน้อย 1
สัปดาห์หลังตัดไหม
7วัน หลีกเลี่ยงการยกของหนักและงดออกกำลังกายจำเป็นต้องใส่สปอร์ตบาร์ทุกวัน
เพราะสามารถล็อคไม่ให้ซิลิโคนหน้าอกเกิดการเคลื่อนที่เสริมหน้าอกด้วยซิลิโคนจะต้
องทำการนวดตามที่คุณหมอแนะนำเพื่อลดพังผืด

คำถามที่พบบ่อยในเรื่องเติมไขมัน

คือการย้ายเซลล์ไขมันจากส่วนที่เราไม่ต้องการ
ไปเติมเต็มในส่วนที่ต้องการจะเติม
ซึ่งการเติมไขมันไม่เพียงแต่ช่วยในเรื่องการเติมเต็มเท่านั้น
แต่ยังช่วยรักษาแผลเป็นและไขมันจะช่วยให้ผิวดูอ่อนเยาว์ลง
และทำให้หน้าดูเด็กขึ้นอีกด้วย

คือการย้ายเซลล์ไขมันจากส่วนที่เราไม่ต้องการ
ไปเติมเต็มในส่วนที่ต้องการจะเติม
ซึ่งการเติมไขมันไม่เพียงแต่ช่วยในเรื่องการเติมเต็มเท่านั้น
แต่ยังช่วยรักษาแผลเป็นและไขมันจะช่วยให้ผิวดูอ่อนเยาว์ลง
และทำให้หน้าดูเด็กขึ้นอีกด้วย

ไม่ว่าจะเป็นการฉีดบนใบหน้า บริเวณหน้าผาก แก้ม ริมฝีปาก
หรือฉีดไขมันใต้ตานอกจากนี้ยังสามารถทำบริเวณหน้าอกและบริเวณบั้นท้ายได้อีกด้ว
ยครับ

ฟิลเลอร์จะช่วยในเรื่องการเติมเต็ม ได้ผลทันทีหลังทำ
แต่เนื่องจากเป็นสารเติมเต็มชนิดหนึ่งทำให้มีเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนหากเป็นหัตถการ
ที่ต้องมีการฉีดซ้ำเพื่อให้ผลลัพธ์ที่ต่อเนื่องส่วนไขมันเมื่อฉีดแล้วจะทำให้ผิวสวย
หน้าดูเนียน ฉ่ำวาว มีวอลุ่ม มีผลลัพธ์อยู่ได้นาน
และยังสามารถลดสัดส่วนในร่างกายได้ในคราวเดียวกัน

เพราะเป็นการย้ายจากเซลล์ที่ดี ผ่านกระบวนการทางการแพทย์ที่ได้มาตราฐาน
โดยต้องใช้เทคนิคการฉีดที่ถูกหลัก สะอาด ปลอดภัย

ไม่ใช่การผ่าตัดแน่นอนครับเพราะเป็นขั้นตอนการทำหัตถการจะมีกระบวนการทำที่ส
ะอาด ปลอดเชื้อ  เพราะต้องทำการดูดไขมันมากลั่นตามขั้นตอน
เพื่อให้ได้เซลล์ที่ดีในการนำมาฉีดเติมเต็มใบหน้า

ก่อนฉีดไขมันต้องทำการดูดไขมันออกมาจากบริเวณที่ต้องการดูดเสียก่อน
จากนั่นนำไขมันที่ได้ไปปั่นเพื่อแยกไขมันออกจากของเหลวชนิดอื่น
เพื่อให้ได้ไขมันที่มีคุณภาพสูงก่อนนำมาฉีดในบริเวณที่ต้องการเติมเต็ม
แต่ทั้งนี้ในกระบวนการฉีดไขมันจะต้องฉีดเข้าไปอย่างช้าๆ
หรือก็คือการจัดเรียงไขมันอย่างเป็นระเบียบ
เพื่อให้ไขมันเข้าไปอยู่ใต้ผิวหนังตามคุณหมอวางแผนไว้

โดยผลข้างเคียงมีเพียงอาการบวมและแผลจากการดูดไขมันเท่านั่นซึ่งอาการเหล่านี้จะ
หายได้เอง
นอกจากนี้หลังจากการฉีดไขมันเข้าไปแล้วอาจพบอาการบวมช้ำที่บริเวณที่ฉีดได้ในระ
ยะเวลาหนึ่งแล้วจะค่อยๆ จางหายไปเองเช่นกัน
โดยจะไม่มีความเสี่ยงจากการติดเชื้อใดๆครับ

ขึ้นอยู่กับความต้องการของคนไข้ และสภาพร่างกายของแต่ละบุคคลครับ 
การฉีดไขมันในแต่ละครั้งจะมีการสลายตัวของไขมันไปบางส่วนจึงจะต้องมีการเติมไ
ขมันเข้าไปได้ตลอด
จนกว่าจะได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจหรือหากรู้สึกพอใจกับผลลัพธ์ในครั้งแรกแล้วไม่จำเ
ป็นต้องฉีดเพิ่มครับ

ขึ้นอยู่กับความต้องการของคนไข้ และสภาพร่างกายของแต่ละบุคคลครับ 
การฉีดไขมันในแต่ละครั้งจะมีการสลายตัวของไขมันไปบางส่วนจึงจะต้องมีการเติมไ
ขมันเข้าไปได้ตลอด
จนกว่าจะได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจหรือหากรู้สึกพอใจกับผลลัพธ์ในครั้งแรกแล้วไม่จำเ
ป็นต้องฉีดเพิ่มครับ

ฉีดไขมันต้องใช้เวลาระยะจึงจะสามารถเห็นผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจน
โดยจะเริ่มเห็นผลใน 1-4 สัปดาห์ หลังจากการฉีดไขมัน
เนื่องจากไขมันที่ฉีดเข้าไปอาจจะมีการสลายตัวไปบางส่วน
แต่จะเริ่มเข้าที่และเห็นผลลัพธ์ที่ถาวรในระยะเวลา 8 สัปดาห์
เพราะเป็นช่วงที่ไขมันเริ่มเข้าที่แล้วนั่นเองครับ

ฉีดไขมันต้องใช้เวลาระยะจึงจะสามารถเห็นผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจน
โดยจะเริ่มเห็นผลใน 1-4 สัปดาห์ หลังจากการฉีดไขมัน
เนื่องจากไขมันที่ฉีดเข้าไปอาจจะมีการสลายตัวไปบางส่วน
แต่จะเริ่มเข้าที่และเห็นผลลัพธ์ที่ถาวรในระยะเวลา 8 สัปดาห์
เพราะเป็นช่วงที่ไขมันเริ่มเข้าที่แล้วนั่นเองครับ

เป็นการฉีดในปริมาณที่มาก
เพราะไขมันบางเซลล์จะมีโอกาสตายเลยทำให้ลดลงได้
และเรื่องของการคงสภาพก็จะขึ้นอยู่กับสเต็มเซลล์ของร่างกายเราเอง
ซึ่งสามารถอยู่ได้ตลอดชีวิต แต่ก็ขึ้นอยู่กับอายุของแต่ละคน
เพราะเมื่อไรที่เราอายุมากขึ้นสภาพผิวก็จะเหี่ยวลง
ส่งผลให้ไขมันใต้ชั้นผิวลดลงไปด้วย เลยต้องคอยเติมอยู่ซ้ำบ้างนั้นเองครับ

การฉีดไขมันหน้าไม่เจ็บครับ เพราะหมอจะทำการฉีดยาชา
เพื่อบรรเทาอาการเจ็บ แต่คนไข้อาจจะต้องทำซ้ำ
และเจ็บตัวหลายครั้งจากการดูดไขมันเพื่อมาฉีดเติมเต็ม จึงไม่เหมาะกับคนที่กลัวเข็ม
กลัวเจ็บครับ

หลังฉีดไขมันหน้าจะมีอาการบวมประมาณ 3-5 วันครับ
โดยจะมีอาการเขียวช้ำบริเวณจุดที่ดูดไขมัน 7-10 วัน
และหลังจากดูดไขมันแล้วคนไข้จะต้องสวมชุดกระชับสัดส่วน 1-2
เดือนเพื่อให้เข้าที่เร็วขึ้น

เกิดจากคนไข้เลือกฉีดกับแพทย์ที่ไม่มีประสบการณ์ ฉีดไขมันผิดตำแหน่งครับ
เพราะการฉีดไขมันที่หน้าจำเป็นต้องอาศัยแพทย์ที่มีประสบการณ์
รู้เทคนิคการฉีดไขมันเป็นอย่างดี การฉีดไขมันจะต้องทยอยฉีดในปริมาณน้อย ๆ
เพื่อให้ไขมันกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอในทุกชั้นของเนื้อเยื่อ
ไขมันที่ฉีดเข้าไปจับตัวกับเนื้อเยื่อภายในให้มากที่สุด
ก็จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดเป็นก้อนได้ครับ

คำถามที่พบบ่อยของเรื่องปากกระจับ

คือรูปทรงปากที่มีลักษณะเนื้อบริเวณริมฝีปาก ทั้งส่วนบนและล่าง
ได้สัดส่วนที่เหมาะสม รูปทรงปากมีความโค้งเรียวสวย คล้ายกับผลกระจับ
จึงเป็นที่มาที่เรียกว่า ปากกระจับ และมีอีกชื่อหนึ่งที่บางคนเรียกง่ายๆว่า ปากปีกนก
เพราะมีลักษณะมุมปากแหลมยกขึ้นคล้ายปีกนก
ทำให้รูปปากมีความอ่อนหวานดูมีเสน่ห์ช่วยให้ใบหน้ามีมิติและเซ็กซี่ขึ้น

คนที่มีปัญหาปากบนหนาหรือใหญ่ หรือไม่เป็นทรง
สามารถปรับทรงให้เป็นปากกระจับได้หรือคนปากคว่ำ ดูแล้วหน้าดุ
สามารถทำปากกระจับยกมุมปากขึ้น เพื่อให้ยิ้มสวยขึ้น
และหน้าหวานขึ้นได้คนที่มีเนื้อปากไม่หนาเกินไป แต่อยากให้เป็นทรงมากขึ้น

การเสริมความงามที่มีการผ่าตัด ฉีดยาชา ก็มีเจ็บบ้างเป็นเรื่องปกติ
แต่คุณหมอมือเบา มือนิ่งก็จะช่วยลดอาการเจ็บหรือความช้ำลงไปได้มาก

ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
คนที่พึ่งผ่าตัดมาก็ต้องใช้เวลาพักฟื้นนานแล้วแต่เทคนิคของคุณหมอและการดูแลตัวเอ
ง ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 2 สัปดาห์ หลังจากนั้นอาการถึงจะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ
แล้วเข้าทรงสวย (ผลลัพขึ้นอยู่แต่ละบุคคล)

การผ่าตัดปากกระจับจะใช้เวลารักษานานเพื่อให้แผลสมานตัวและเข้าที่ตั้งแต่ 1
เดือน ขึ้นไป หลีกการพูดคุยเพื่อให้แผลสมานตัวได้ง่ายขึ้น
และรับประทานยาตามที่คุณหมอสั่งให้ครบ

ถ้าทำปากกระจับโดยการผ่าตัดส่วนใหญ่จะแก้ไขไม่ได้

เพราะตัดเนื้อปากออกไปแล้วและเกิดพังผืด
การแก้ไขที่ต้องผ่าตัดอีกรอบจึงเป็นไปได้ยาก

การผ่าตัดปากกระจับลูกค้าจะรู้สึกตึง และเจ็บแผลจุดที่ผ่าตัดมา สามารถพูดได้
แต่ให้ระวังเวลาอ้าปากอย่าอ้ากว้างเกินไป เช่น ยิ้ม หัวเราะ การพูดคุยเป็นเวลานาน
เพราะจะกระทบตรงแผล

หลังทำปากกระจับ ควรรับประทานอาหารอ่อน ๆ หลีกเลี่ยงของร้อน
ของหมักดอง อาหารรสจัด อาหารทะเล บุหรี่และแอลกอฮอล์
เพราะจะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบหรือติดเชื้อ
แนะนำหลังรับประทานอาหารเสร็จให้ทำความสะอาดบริเวณด้านในช่องปากเช่น
การบ้วนปาก เป็นต้น

หลังผ่าตัดจะต้องงดการแปรงฟันประมาณ 1 สัปดาห์
แนะนำให้ใช้วิธีการบ้วนปากหรือใช้น้ำเกลือแทน
ต้องระวังไม่ให้แผลเปียกโดนน้ำเด็ดขาด และงดทำฟันประมาณ 1 เดือน

ทรงปากเกาหลี เน้นยกมุมปากขึ้น เพิ่มความอวบอิ่มเล็กน้อย
ดูน่ารักเป็นธรรมชาติซึ่งมีลักษณะแตกต่างจากทรงปากสายฝอ
จะเน้นปากอวบอิ่มมากๆมีความหนา ทรงปากชัด สัดส่วนใบหน้าดูเด่นชัด
มีความเซ็กซี จึงเหมาะกับคนที่ต้องการโรงหน้าคม

มีหลายคนที่ต้องการปรับทรงปากเพิ่มเสริมโหงวเฮ้ง
สำหรับโหงวเฮ้งปากและริมฝีปาก เป็นจุดที่บ่งบอกเรื่องของความสัมพันธ์กับคนอื่น

การพูด การเจรจา ปากที่มีลักษณะเด่น ขนาดของปากที่ได้มาตรฐานและต้องมีขอบ
มีหยัก มุมปากทั้ง 2 ข้าง ยกขึ้นเล็กน้อย และรูปทรงของปากที่ชัดเจน

หลังจากที่ผ่าตัดปากกระจับไปร่างกายเราจะรู้ว่าเนื้อปากของเราหายไปจึงรักษาความส
มดุลและพยายามทำให้ปากกลับมาเป็นทรงเก่า
เพราะฉะนั้นเวลาตัดปากกระจับคุณหมอจะออกแบบทรงเผื่อการคลายตัวด้วยซึ่งระยะเ
วลาการคลายตัวนั้นเริ่มจากหลังที่เราตัดไหม ผ่านไปสัก 2-3เดือนทรงปากจะคลายตัว
(ช้าเร็วขึ้นอยู่กับบุคคล)

การนวดจะช่วยลดพังผืดและทำให้ปากเข้ารูปได้เร็วขึ้น
ทำให้ปากไม่ตึงและลดอาการปวดลดลงต้องขยันนวดและทาครีมตามที่คุณหมอสั่ง
จะได้รูปปากที่สวยตามที่ลูกค้าต้องการ

สามารถฉีดได้ถ้าลูกค้าต้องการให้ปากดูอวบอิ่ม แต่ต้องรอประมาณ 3-6
เดือนถงจะสามารถฉีดฟิลเลอร์ได้

จำเป็นเฉพาะบางคนที่มีปัญหาเรื่องปากไม่เท่ากันทั้งบนและล่างหรือบางทีข้างบนมีคว
ามหนากว่าข้างล่าง ถ่ายรูปออกมาแล้วหน้าดูบึ้ง ดูตึง ไม่มั่นใจ
สามารถปรึกษาคุณหมอได้ตามที่ต้องการ

ไม่แหลมกว่าความเป็นจริงแน่นอน
เพราะหลังทำทันทีจะมีผลของการบวมยาชาหนังที่ตึงบริเวณริมฝีปากจะทำให้ปากดูแ
หลม

พออาการบวมลดลงตรงกลางจะยุบเข้าค่อนข้างเยอะส่วนด้านข้างที่ดูเหมือนบางจะค่อ
ยๆยืดออกแล้วค่อยเข้าทรงสวย

ยาสลบเหมาะสมกับการผ่าตัดใหญ่ ซึ่งใช้เวลานาน
และมีภาวะแซกซ้อนของการดมยาหลังจากตื่นขึ้นมา
ในการทำปากกระจับใช้เวลาไม่นาน ประมาณ20-30นาที
ขึ้นอยู่กับเนื้อปากของแต่ล่ะบุคคล หลังทำสามารถเห็นได้ทันที
ชอบหรือไม่ชอบอยากจะคุณหมอปรับแก้ตรงไหนสามารถบอกได้

การผ่าตัดอาจจะมีเลือดออกเยอะหรือการทานยาบ้างตัวซึ่งอาจจะส่งผลต่อทารถที่อยู่ใ
นครรภ์ได้ เพื่อความปลอดภัยของทารกและตัวคุณแม่
แนะนำให้รอจนคลอดบุตรและให้น้องหย่านมให้เรียบร้อยก่อน
ค่อยมาปรึกษาคุณหมอ

เป็น1ในทรงยอดนิยมในเกาหลีลักษณะปากบนจะชัดแต่ไม่หนา
ปากยกขึ้นจุดเด่นอยู่ที่ปากล่างดูอวบอิ่ม มีล่องตรงกลางลักษณะคล้ายๆลูกเชอร์รี่ติดกัน

ความยากความซับซ้อนที่แตกต่างกันแต่ละCaseจะไม่เหมือนกัน
อย่างเช่นกระจับเบี้ยว กระจับเอียง มีผังผืด หรือปากซ้ายขวาไม่เท่ากัน
ต้องใช้วามละเอียดและเทคนิคของคุณหมอและอาจจะใช้เวลานานมากกว่าปกติ

คำถามที่พบบ่อยเรื่องผ่าตัดไขมันหน้าท้อง

คือการตัดหนังส่วนเกินและเอาไขมันส่วนเกินบริเวณหน้าท้องออก
เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหา หน้าท้องใหญ่ หน้าท้องย้อยหลังคลอด หน้าท้องแตกลาย
หรือหน้าท้องเหี่ยวย่น แก้ไขด้วย การตัดหนังหน้าท้อง
ก็สามารถที่จะแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด

ผู้ที่มีปัญหา หน้าท้องใหญ่ หน้าท้องย้อยหลังคลอด
หน้าท้องแตกลายผู้ที่มีปัญหาไขมันสะสมบริเวณท้องล่าง หน้าท้องหย่อนคล้อย
และรอยแตกลาย

ตัดหนังหน้าท้องเจ็บไหม หมอบอกเลยว่ามันไม่ได้เจ็บอย่างที่คิดรับ
หรือจะให้บอกว่าไม่เจ็บเลยก็ว่าได้ ตั้งแต่เริ่มผ่าตัดุณหมอดูแลอย่างใกล้ชิด
ทำให้รู้สึกปลอดภัยและหมดห่วงเรื่องความเจ็บได้อย่างแน่นอน
เพราะคุณหมอเห็นถึงความสำคัญและใส่ใจลูกค้าเป็นอันดับ 1 ใส่ใจในทุกขั้นตอนครับ

ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป
ก็ได้มีการพัฒนาเครื่องมือและเทคโนโลยีให้มีความปลอดภัยและทันสมัยมากยิ่งขึ้น
และในปัจจุบันนี้ก็มีหลายคนให้ความสนใจเรื่องตัดหนังหน้าท้องเป็นจำนวนมาก
ทำให้การตัดหนังหน้าท้องไม่ได้อันตรายและเสี่ยงเสียชีวิตอย่างที่คิด
แต่สิ่งสำคัญที่ต้องควรมีเลยก็คือ การค้นคว้าศึกษาหาข้อมูล
นับว่าเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับคนที่กำลังจะตัดสินใจทำศัลยกรรมเพราะเรา
จะได้รู้ว่าการผ่าตัดหน้าท้องเหมาะกับเราหรือไม่

สามารถทำได้รับ แต่ถ้าจะให้ดีเลยก็อยากจะแนะนำให้คุณแม่ทั้งหลาย
รู้สึกมั่นใจก่อน ว่าฉันขอมีลูกเท่านี้พอนะ เพราะถ้าตัดหน้าท้องไปแล้ว แล้วตั้งครรภ์อีก
ก็นับว่าไม่ใช่เรื่องผิด เพราะหน้าท้องของเรามีความอัศจรรย์ สามารถหดได้และยืดได้
แต่ผลเสียที่จะตามมาก็คือรอยแผลและสะดือ จากการตัดหน้าท้องครั้งแรก
เกิดการขยาย จึงทำให้ต้องกลับมาแก้ไขปัญหาในภายหลัง ทั้งนี้ถ้าจะให้ดีที่สุด ต้อง
รู้สึกมั่นใจว่าจะไม่ตั้งครรภ์แล้ว ค่อยมาทำศัลยกรรมตัดหนังหน้าท้องดีกว่า
เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่อยู่ทน และอยู่นานครับ

ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเอง และพฤติกรรมในการใช้ชีวิตประจำวันครับ
เพราะในบางคนที่ทำไปแล้ว มีวินัยในการดูแลตัวเองมาตลอด ก็จะได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น
และได้ผลลัพธ์ที่เสมอต้นเสมอปลาย แต่ในบางคนที่ทำไปแล้ว

กลับมาใช้ชีวิตเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นการกินเยอะ กินจุกจิก หรือขี้เกียจออกกำลังกาย
ก็สามารถกลับมาอ้วนได้เหมือนเดิม

อาจต้องพักฟื้นประมาณ 2 สัปดาห์ถึงหนึ่งเดือน เพื่อให้แผลหายสนิท
หลังจากนั้น สามารถใช้ชีวิตประจำวัน และเล่นกีฬาได้ตามปกติ
หลังจากพักฟื้นประมาณ 2-3 เดือน
ผลข้างเคียงของการผ่าตัดจะมีแผลเป็นบริเวณหน้าท้อง

วันที่ 2 หลังการผ่าตัดให้เดินงอตัวได้รอบ ๆ เตียงอาจต้องเดินงอตัวประมาณ
1 – 2 อาทิตย์จึงจะยืดตัวตรงได้ ระหว่างที่พักพื้น หากต้องไอ จาม
หัวเราะหรือถ่ายท้อง ก็ให้กดหมอนกับหน้าท้องไว้แน่น ๆ
เพื่อลดการเกร็งของกล้ามเนื้อบริเวณนั้น

แผลผ่าตัดจะเห็นชัดและบวมมากที่สุดในช่วง 3 วันแรก แต่จะยุบลงภายใน
7 – 14 วัน และยุบเต็มที่ภายใน 3 เดือน โดยจะดีขึ้นตามลำดับภายใน 1 – 2 ปี
หากแผลนูนหรือหนาขึ้นอาจต้องฉีดยารักษาแผลเป็น น้อยมากแล้วแต่บุคคลครับ

มี3เทคนิค คือ 1.เทคนิค Mini Tummy Tuck 2.เทคนิค Full Tummy Tuck
3.เทคนิค Belt Lipectomy.

เพราะจะช่วยแก้ปัญหาหนังหน้าท้องหย่อนคล้อยไม่ใช่เพียงหน้าท้องเท่านั้นทีกระชับ
แต่ผิวบริเวณรอบ ๆ ก็กระชับไปด้วยเช่นเดียวกัน รับรองว่าผิวเรียบเนียน เต่งตึง
ส่วนเรื่องของแผลที่เกิดจากการผ่าตัด
จึงสามารถผ่าตัดคุณหมอให้เหมาะสมกับจุดที่สามารถซ่อนแผลได้
หรือสังเกตเห็นได้ยากนั่นเอง

ต้องได้รับการตรวจร่างกายอย่างละเอียด
เพื่อเช็คความแข็งแรงของร่างกายว่าสามารถผ่าตัดไขมันได้ไหม

ในกรณีที่น้ำหนักมากกว่า 90 กิโลกรัม ขึ้นไป
คุณหมอจะแนะนำให้ลองวิธีลดน้ำหนักดูก่อนทำการผ่าตัดไขมัน

โอกาสจะเกิดอาการชา หลังผ่าตัดหน้าท้อง เกิดขึ้นได้ในระยะเวลา
3เดือนแรกหลังจากนั้นจะค่อยจางหายไป

ทานยาให้รบตามที่คุณหมอสั่ง ห้ามถอดผ้ารัดหน้าท้องเด็ดขาดในช่วง10วันแรก
แผลห้ามโดนน้ำจนกว่าจะตัดไหม
10วันตัดไหมให้ทำความสะอาดทุกวันและใส่ชุดกระชับไว้3เดือน
งดยกของหนักและการออกกำลังกาย เป็นเวลา1เดือน

คำถามที่พบบ่อยผ่าตัดดึงหน้า

เป็นการทำศัลยกรรมเพื่อยกกระชับกล้ามเนื้อและไขมันใต้ผิวหนังให้กลับไปยังตำแห
น่งที่เหมาะสม และตัดผิวหนังส่วนเกินเพื่อให้ใบหน้ากระชับและเรียบเนียนขึ้น
ซึ่งการศัลยกรรมดึงหน้าจะช่วยคืนความอ่อนเยาว์ ดูเป็นธรรมชาติ
โดยจะช่วยลดริ้วรอย ความหย่อนคล้อยของใบหน้า
ด้วยเทคนิคการผ่าตัดในปัจจุบันที่ทันสมัย ช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ
ฟื้นตัวไวและอยู่ได้นาน

การดึงหน้าผาก  การยกคิ้ว  ดึงหน้าส่วนกลาง  การยกโหนกแก้ม
 การดึงหน้าส่วนล่าง  การแก้ไขเหนียงใต้คาง  การดึงคอทั้งด้านข้างและตรงกลางครับ

ผู้ที่มีปัญหาหรือต้องการปรับโครงสร้างใบหน้าให้ดูอ่อนเยาว์
ลดริ้วรอยและความหย่อนคล้อย
พิจารณาตามสภาพผิวและความหย่อนคล้อยของใบหน้า น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติ
หากต้องการลดน้ำหนัก
ควรลดน้ำหนักให้ได้ตามที่ต้องการก่อนการผ่าตัด ไม่มีโรคประจำตัวที่เป็นข้อห้ามในก
ารผ่าตัด ไม่ได้กำลังตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตรครับ

ความเสี่ยงอาจจะมีภาวะเลือดออก
เลือดคั่งและภาวะแทรกซ้อนในการหายของแผล รอยแผลเป็น
 ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ตรงกับที่ต้องและการการยืด
ดึงรั้งหรือตัดขาดของเส้นประสาทใบหน้า ซึ่งพบได้น้อยเพียง 1-3% เท่านั้น

งดรับประทานยารักษาสิวชนิดที่มีส่วนผสมของวิตามิน A (Isotretinoin)
เพราะอาจมีผลต่อการหายของแผล และงดการฉีด Botox, Filler
 บริเวณใบหน้า ออกกำลังอยู่เสมอ
ตรวจสุขภาพประจำปีและงดสูบบุหรี่ก่อนและหลังผ่าตัดอย่างน้อย 4 สัปดาห์ครับ

การผ่าตัดดึงหน้าช่วยแก้ปัญหา ริ้วรอยส่วนที่สามารถเห็นได้ชัด
และมีปัญหากับผู้มีอายุเยอะขึ้นมาก คือริ้วรอยบริเวณหน้าผาก และปัญหา คิ้วตก ตาตก
หนังตาหย่อนคล้อย
ทำให้มีปัญหากับการมองเห็นการผ่าตัดดึงหน้าจะช่วยดึงบริเวณหน้าผากขึ้นไป
ทำให้คิ้ว และตา ถูกดึงไปด้วยพร้อมกัน แก้ปัญหาได้เป็นอย่างดี

หลังผ่าตัดอาจมีอาการบวมช้ำในช่วง 1-
3 วันหลังการผ่าตัด อาจมีอาการร่วมในช่วง 1-2 อาทิตย์แรก
โดยจะสามารถเห็นผลการผ่าตัดชัดเจนจนเต็มที่ในช่วง 6-12 เดือน

ควรเริ่มตั้งแต่ผู้ที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย ริ้วรอยที่หน้าผาก
ร่องแก้มลึก แก้มห้อย คอเหี่ยว มีรอยตีนกาเวลายิ้ม
ซึ่งสามารถแก้ไขให้ดูอ่อนวัยขึ้นโดยการดึงหน้า ถือเป็นวิธีที่เห็นผลรวดเร็วที่สุด

หลังทำการผ่าตัดบริเวณใบหน้าและติ่งหู จะยังบวมอยู่ประมาณ 4 อาทิตย์
จากนั้นจะหายเป็นปกติ และอาการชาบริเวณใบหน้าและท้ายทอย
จะหายไปเองประมาณ 6 เดือน

การผ่าตัดดึงหน้าเป็นการผ่าตัดที่ละเอียดอ่อนต้องใช้เวลานาน 4-
6 ชั่วโมง ถ้าทำเฉพาะส่วนใช้เวลาประมาณ 1-
2 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของแต่ล่ะบุคคล
จึงต้องมีสุขภาพที่แข็งแรงและต้องไม่มีปัญหาเรื่องเลือดหยุด

เหมาะกับผู้ที่มีร่องรอยเหี่ยวย่นบริเวณใบหน้า แต่ไม่มีรอยย่นบริเวณคอ
จะเป็นการดึงหน้าเฉพาะส่วน 2/3 ของใบหน้า

ช่วยในเรื่องหางตาตกน้อยลง โดยทั่วๆไป มีการผ่าตัด 2 วิธี คือ
1.ลงแผลภายในไรผมเช่นเดียวกับวิธีการดึงหน้า วิธีนี้จะไม่เห็นแผลบริเวณใบหน้า
แต่ไม่สามารถดึงหน้าได้ตึงมาก 2.วิธีที่ลงแผลผ่าตัดที่ไรผม
ใช้กับผู้ที่มีหน้าผากกว้างอยู่แล้วครับ

การผ่าตัดดึงขมับมีการตัดผิวออกน้อยกว่า และขยับกล้ามเนื้อผิวหน้าน้อยกว่า
แต่ก็ยังเป็นการแก้ปัญหาริ้วรอยจากภายในสู่ภายนอก ที่ให้ผลลัพธ์ในระยะยาวกึ่งถาวร
ประมาณ 5 ปีแล้วแต่ร่างกายของบุคคล

ใบหน้าจะบวมและบอบช้ำประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ และอาการบวมจะหายไป
ใน 2 – 3 สัปดาห์ สามารถล้างหน้า สระผม แปรงฟัน ได้ตามปกติ

ห้ามแผลโดนน้ำโดยเด็ดขาด

หลังผ่าตัดคุณหมอจะพันผ้าไว้
เพื่อปกปิดรอยแผลและยกกระชับเพื่อป้องกันเลือดคลั่ง
3วันหลังตัดไหมให้นอนหงายห้ามนอนตะแคง แผลห้ามโดนน้ำ
รับประทานยาตามที่คุณหมอสั่ง งดอาหารทะเล ดื่มแอลกอฮอล์
เพราะอาจจะทำให้แผลเป็นคีรอย์ หลังตัดไหม 7วัน
ให้ทายาลดรอยแผลเป็นอย่างน้อยวันล่ะ1ครั้งหลังอาบน้ำเสร็จครับ

คำถามที่พบบ่อยเรื่องเสริมหน้าผาก

การเสริมหน้าผากสามารถทำได้หลายวิธี
โดยวิธีที่ได้รับความนิยมอยู่ในท้องตลาดปัจจุบันมีอยู่ 2 วิธี ได้แก่
1.การฉีดฟิลเลอร์เสริมหน้าผาก 2.การผ่าตัดเสริมซิลิโคนหน้าผาก

การสระ ไดร์ ม้วนผม สามารถทำได้หลังการตัดไหมประมาณ 1 สัปดาห์
ส่วนงานเคมีต่างๆ เช่น ย้อมผม ดัดผม แนะนำให้เว้น 2
เดือนหลังตัดไหมครับเพราะอาจจะมีสารเคมีที่ทำให้ติดเชื้อได้

หน้าผากใส เกิดจากการเสริมซิลิโคนที่มีขนาดใหญ่มากเกินไป
ทำให้เนื้อบริเวณนั้นตึง หน้าผากจึงดูใส ดูไม่เป็นธรรมชาติ
โดยคุณหมอจะเลือกซิลิโคนที่มีขนาดและความโค้งนูนที่พอดี
ปรับเหลาฐานซิลิโคนให้มีขนาดเหมาะสมกับโครงสร้างหน้าผากมากที่สุด
เพื่อลดโอกาสการเกิดปัญหาหน้าผากใสหลังทำนั่นเอง

โดยปกติแล้ว การที่ใบหน้าของเราเรียวสวยได้รูปมีสัดส่วนที่เหมาะสม
อาจไม่จำเป็นต้องเสริมก็ได้ แต่ถ้ามีส่วนใดส่วนหนึ่งบกพร่องไม่ลงตัวเข้ากับรูปหน้า
อย่างเช่น ผู้ที่มีปัญหาหน้าผากไม่เรียบเนียน หน้าผากกว้าง
แบนหรือแคบเกินไปก็เหมาะสมกับการพิจารณาทำศัลยกรรมหน้าผากได้ครับ

ก่อนทำศัลยกรรมหน้าผาก
แพทย์จะให้การตรวจเช็คร่างกายก่อนอย่างละเอียดก่อนทำศัลยกรรมและเตรียมตัวเป็น
อย่างดี
ควรงดรับประทานอาหารเสริมวิตามินอีหลีกเลี่ยงพฤติกรรมการสูบบุหรี่และการดื่มแอ
ลกอฮอล์ หันมารับประทานอาหารที่มีประโยชน์นอนพักผ่อนให้เพียงพอ

การผ่าตัด
ล้วนมีความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงตามมาเสมอส่วนใหญ่มักเกิดอาการปวดบวมช้ำ
จากแผลผ่าตัด ควรพักฟื้นประมาณ 5-7 วัน อาการเหล่านี้ก็จะค่อยๆ
ดีขึ้นและหายไปเองตามลำดับ
หากกังวลแนะนำให้พบุณหมอเพื่อทำการปรึกษาและรับการแก้ไขใหม่จะดีที่สุด

การผ่าตัด
ล้วนมีความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงตามมาเสมอส่วนใหญ่มักเกิดอาการปวดบวมช้ำ
จากแผลผ่าตัด ควรพักฟื้นประมาณ 5-7 วัน อาการเหล่านี้ก็จะค่อยๆ
ดีขึ้นและหายไปเองตามลำดับ
หากกังวลแนะนำให้พบุณหมอเพื่อทำการปรึกษาและรับการแก้ไขใหม่จะดีที่สุด

ลักษณะหน้าผากที่โหนกนูน มักเป็นหน้าผากของคนโหงวเฮ้งดี
มีวาสนาสติปัญญา ทำอะไรก็ประสบความสำเร็จรุ่งเรือง และการได้รับทรัพย์โชคลาภ
ควรทำแบบที่ให้ลักษณะความโค้งนูนแบบพอประมาณครับ

ไม่ต้องเติมบ่อยเหมือนฟิลเลอร์หรือไขมัน มีความคงที่ของซิลิโน
ไม่สลายและช่วยเติมเต็มบริเวณที่มีความเว้าภายในกะโหลกศีรษะสร้างมิติให้กับใบห
น้าของเรา

จะเห็นขอบซิลิโคนชัด เบี้ยวเอียง มีลมอยู่ข้างใน
พอจับแล้วซิลิโคนจะโยกไปโยกมาไม่มีความคงที ผิดรูป พอรู้สึกอย่างนั้น
ให้รีบเข้ามาปรึกษาคุณหมอโดยเร็ว

ฐานของซิลิโคนจะพอดีกับฐานกระดูกของเราเป็นจิ๊กซอว์ต่อกันจะอยู่ระหว่างกันพอดี
สารารถเลือกความนู้นของซิลิโคนได้ และสามารถเลือกซิลิโนเป็นสีเนื้อได้
การเสริมหน้าผากก็จะมีความเรียบเนียน สวยงาม และเป็นธรรมชาติ

เพราะว่าไม่ให้ซิลิโคนบนหน้าผากเคลื่อนตัวมีความคงที ไม่ผิดรูป
และลดอาการบวมของหน้าผากอีกด้วย

หลักๆเลยเกิดจากการวางตำแหน่งของซิลิโคน ที่ไม่ได้วางใต้เนื้อเยื้อหุ้มกระดูก
เลยทำให้เห็นเป็นร่องหรือขอบครับ

มีหลายขนาดจะมีความกว้าง-ความยาวที่แตกต่างกันไป
ก่อนที่จะทำการเสริมซิลิโคนนั้นเเพทย์จะทำการวิเคราะห์ซิลิโคนที่ใกล้เคียงกับฐานขอ
งหน้าผากเราโดยยึดหลักความพึ่งพอใจของลูกค้าเป็นสำคัญ
เพราะมันจะอยู่กับเขาตลอดชีวิต
จากนั้นคุณจะใช้เทคนิคทำการตกเเต่งซิลิโคนเพื่อให้เหมาะสมกับโครงสร้างหน้าผากข
องเเต่ละบุคคล

ในช่วง2วันแรก ให้ประคบเย็นบริเวณหน้าผากหลังจากนั้นให้ประคบอุ่น
เพื่อลดอาการบวม งดสระผม งดสูบบุหรี่
ของหมักของดองและแอลกอฮอล์เป็นเวลา1เดือน
หลีกการออกกำลังกายในรูปแบบหนักๆ และทานยาให้ครบตามคุณหมอสั่ง
(แผลห้ามโดนน้ำ7วัน)

ปัญหาซิลิโคนที่ทำให้หน้าอกผิดรูปคืออะไร

1. การเกิดพังผืดรอบเต้านม
2. ซิลิโคนรั่ว
3. เกิดริ้วหรือรอยย่น
4. ตำแหน่งเคลื่อน
5.คลำเจอขอบซิลิโคน
6.ระดับซิลิโคนไม่เท่ากัน
7.เลือดคั่งหลังผ่าตัด
8.นม 2 ลอน
9.หน้าอกห่าง
10.เส้นเลือดดำอักเสบ

เกิดจากความผิดปกติของการใช้ผ่าตัดหรือใส่ซิลิโคนอาจจะทำให้พังผืดรอบเต้าจากระ
บบภูมิคุ้มกันในร่างกายจับได้ว่าซิลิโคนที่ใส่เข้าไปในหน้าอกนั้นเป็นสิ่งแปลกปลอม
จึงพยายามสร้างพังพืดเข้ามาล้อมซิลิโคนเพื่อปกป้องร่างกายไม่ให้สัมผัสกับสิ่งแปลกป
ลอมนั้นขึ้นอยู่กับการดูแลของแต่ล่ะคน

เกิดจากพังผืดรอบซิลิโคน หากเกิดพังผืดมากเกินไป
หากรู้สึกถึงความผิดปกติตั้งแต่แรกๆ หลังเสริมหน้าอก
ให้รีบแจ้งคุณหมอทันทีเพราะอายุของซิลิโคนตามปกติ ซึ่งอาจอยู่ระหว่าง 7-12 ปี
ขึ้นอยู่กับการดูแลของแต่ละคน
เพราะซิลิโคนเจลมีความหนาและคงตัวมากกว่าแบบน้ำเกลือ
ดังนั้นจึงมีโอกาสเสื่อมสภาพน้อยกว่า ถึงแม้จะเสื่อมสภาพ
ก็ยังคงรูปทรงไว้ใกล้เคียงกับทรงดั้งเดิม
จึงสังเกตได้ยากกว่าแต่ซิลิโคนแบบน้ำเกลือสามารถเพิ่มปริมาณน้ำเกลือได้ด้วย
แต่หากเพิ่มมากจนเกินไป ก็มีโอกาสจะแตกรั่วได้

เกิดจากบางกรณีเมื่อผ่านไปสักระยะ
ซิลิโคนที่เสริมเข้าไปอาจมีรอยย่นเป็นริ้วคลื่นจนสังเกตเห็นได้
หรือเมื่อสัมผัสแล้วรู้สึกได้ว่าหน้าอกผิดปกติ
ควรปรึกษาคุณหมอทันที่เพื่อทำการรักษาและหาสาเหตุว่าต้องแก้ไขยังไงหรือเอาออก
ไหม

เกิดจากอายุมากขึ้น
ผิวหนังที่หย่อนคล้อยตามธรรมชาติอาจทำให้หน้าอกที่เสริมมาเคลื่อนที่หรือดูแล้วไม่เ
ป็นธรรมชาติได้ สัญญาณที่พบได้ก่อนก็คือ
เริ่มรู้สึกว่าเต้านมข้างใดข้างหนึ่งหย่อนมากกว่าอีกข้างหรือสังเกตได้จากทิศทางของหัว
นมที่เริ่มชี้ลง
ควรปรึกษาคุณหมอเพื่อทำการยกกระชับหรือถอดซิลิโคนหน้าอกออก ขึ้นอยู่กับปัญห
าที่เกิดขึ้นว่ามากหรือน้อย

เกิดจากเนื้อเยื่อเต้านมค่อนข้างบาง จนไม่เพียงพอในการปิดบังขอบของซิลิโคน
ซึ่งหลังจากที่ผ่าตัดเสริมหน้าอกแล้วเต้านมจะมีลักษณะคล้อยลงมาและเข้าที่มากขึ้น
ทำให้เกิดพังผืดที่ติดอยู่รอบๆและดึงผิวหนังลงทำให้เกิดรอยและสามารถคลำเจอขอบ
ของซิลิโคนได้

เกิดจากซิลิโคนไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกันมักเกิดได้จากหลายๆสาเหตุ เช่น
การวางระดับซิลิโคนไม่เท่ากันขณะทำการผ่าตัด
เกิดจากการที่เต้านมธรรมชาติไม่เท่ากันอยู่แล้ว
หรือการยืดของผิวหนังที่ฐานอกไม่เท่ากัน (เฉพาะบุคคล)

เกิดจากการที่มีเลือดออกมากในโพรงหน้าอก
ทำให้เลือดไปอุดในช่องว่างที่เปิดไว้เพื่อใส่ซิลิโคน
ก้อนเลือดนี้จะทำให้หน้าอกมีขนาดที่ใหญ่มากขึ้น และมีอาการเขียว ช้ำ และเจ็บปวด

เกิดจากการที่ใส่ซิลิโคนใหญ่เกินกว่าเนื้อหน้าอกจะใส่ได้ หรือ
การวางซิลิโคนบริเวณใต้กล้ามเนื้อ รวมถึงการวางฐานซิลิโคนไม่เหมาะสม
เป็นผลให้เต้านมเกิดขอบ 2
ชั้นแยกออกจากกันหรือเนื้อนมหย่อนคล้อยลงจนเหมือนมีก้อนเนื้อ 2
ก้อนในเต้านมเดียว จะพบมากในคนที่มีหน้าอกหย่อน

เกิดจากพอเวลาผ่านไปหน้าอกห่างกันมากขึ้นจนเห็นได้ชัดเจน หรือ
ห่างออกจากกันจนเห็นรอยซิลิโคน การที่นมห่างมักจะเกิดจากหลายปัจจัย
ทั้งการเกิดพังผืดรอบซิลิโคน หรือ เกิดจากความผิดพลาดในการเสริมหน้าอก เช่น
ใส่ซิลิโคนห่างกันจนทำให้ซิลิโคนมีการเคลื่อนตัวจนออกห่างกัน (เฉพะบางคน)

เกิดจากปัญหาเส้นเลือดดำอักเสบส่งผลให้คลำเจอเส้นเลือดดำเป็นเส้นแข็งๆบริเวณเต้า
นม ซึ่งอาจเกิดได้จากการที่ผ่าตัดเสริมหน้าอก ทำให้เพิ่มความตึงของผิวหนัง
ทำให้เส้นเลือดมีการอุดตันและอักเสบ (เฉพะบางคนหรืออาจจะไม่เกิดขึ้น)

หน้าอกผิดรูปหลังเสริม มีสาเหตุมาจากอะไร?

หลังจากที่เสริมหน้าอกไปแล้วนั้น
สาวๆทุกคนก็หวังให้หน้าอกสวยดูเป็นธรรมชาติ จึงต้องดูแลตัวเองอย่างดี
แต่ก็อาจมีในบางกรณีที่ดูแลตัวเองดีขนาดไหนหน้าอกก็ยังมีอาการผิดรูป
บ้าง
ซึ่งสาเหตุเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น

ถือว่าเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยที่สุดหลังจากการศัลยกรรมหน้าอกมา
เนื่องจากตัวพังผืดเกิดจากการที่ร่างกายตอบสนองว่าพบสิ่งแปลกปลอมเข้
าสู่ร่างกาย
ทำให้ต้องสร้างพังผืดขึ้นมาหุ้มสิ่งแปลกปลอมหรือซิลิโคนนั้นไว้
เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายสัมผัสซิลิโคน และทำให้เกิดการหดรัดขึ้นเรื่อยๆ
จนหน้าอกแข็งเป็นก้อน และเกิดการผิดรูปนั่นเอง

เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น
การวางซิลิโคนไม่เท่ากันขณะทำการผ่าตัด
การยืดของฐานหน้าอกที่ไม่เท่ากัน
หรือหน้าอกเดิมมีความไม่เท่ากันอยู่แล้ว
จึงทำให้หลังเสริมไปแล้วเกิดอาการสูงต่ำแตกต่างกัน

หลังเสริมหน้าอกแล้วเมื่อมีอายุมากขึ้น
เกิดหน้าอกหย่อนคล้อยตามธรรมชาติ อาจทำให้ซิลิโคนเคลื่อนที่

หรือสาวๆที่ตัวเล็กกล้ามเนื้อหน้าอกมีอยู่ไม่มาก
จะพบว่าถุงซิลิโคนเลื่อนต่ำลงมาจากตำแหน่งเดิม

เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การเลือกใส่ซิลิโคนที่ใหญ่เกินไป
เนื้อหน้าอกน้อยไม่มีความยืดหยุ่น
เนื้อหน้าอกบาง การทำโพรงหน้าอกสำหรับใส่ซิลิโคนแคบเกินไป
และเทคนิคการเสริมแบบเหนือกล้ามเนื้อในผู้ที่มีผิวหน้าอกบาง

เกิดจากการที่พังผืดหดรัดและดึงหน้าอกออกห่างจากกัน
สรีระของผู้ที่เสริมมีฐานหน้าอกที่กว้าง
ตำแหน่งการวางซิลิโคนที่ไม่เหมาะสม

อาจเกิดจากซิลิโคนใหญ่เกินฐานหน้าอก
และตำแหน่งที่ใส่ซิลิโคนอยู่ชิดกันมากจนเกินไป

ซิลิโคนแตกรั่วเกิดได้จากหลากหลายสาเหตุ เช่น
ซิลิโคนที่ใส่ไม่ได้มาตรฐาน
หรือการเสริมมานานมากกว่า10ปีก็มีโอกาสที่จะทำให้ซิลิโนแตกรั่วได้
และทำให้หน้าอกมีลักษณะที่ผิดรูป

เกิดจากการที่เลือดออกเยอะมากๆหลังเสริม
ทำให้เลือดไปอยู่ในช่องที่ทำไว้เพื่อใส่ซิลิโคน
และก่อให้เกิดหน้าอกบวมขึ้น เขียวช้ำ และปวด

ปัญหาซิลิโคนผิดรูป

พังผืดรอบเต้านม (Capsular contracture)
เป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุดในบรรดาความผิดปกติของการใช้ผ่าตัดใส่ซิลิโคนพัง
ผืดรอบเต้าเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายจับได้ว่าซิลิโคนที่ใส่เข้ามานั้นเป็นสิ่ง
แปลกปลอม
จึงพยายามสร้างพังพืดเข้ามาล้อมซิลิโคนเพื่อปกป้องร่างกายไม่ให้สัมผัสกับสิ่งแป
ลกปลอม
ระยะที่ 1 อาจไม่รู้สึกถึงความผิดปกติ เต้านมยังคงนุ่ม ดูธรรมชาติ
ระยะที่ 2 เต้านมอาจมีความแข็งขึ้นเล็กน้อย แต่ยังดูไม่ออกว่ามีความผิดปกติ
ระยะที่ 3 เป็นระยะสำคัญที่จะสังเกตเห็นความผิดปกติได้แล้ว อาจมีรอยเบี้ยว
รูปร่างผิดปกติ และเมื่อสัมผัสจะรู้สึกว่าเต้านมเริ่มแข็ง
ระยะที่ 4 เห็นชัดเจนว่าเต้านมผิดรูป ขนาดทั้งสองข้างอาจไม่เท่ากัน
หัวนมชี้ผิดทิศทาง และแข็งขึ้นชัดเจน
หากเป็นพังพืดในระยะที่สามและสี่ ส่วนมากมักจะต้องผ่าตัดแก้ไข
ดังนั้นสิ่งสำคัญจึงเป็นการหมั่นนวดคลึงเต้านมตามที่ศัลยแพทย์แนะนำ
เพื่อลดโอกาสในการเกิดพังพืดให้มากที่สุด

ซิลิโคนรั่ว เป็นหนึ่งในสิ่งที่หลายคนกังวลมากที่สุด
ดังนั้นการจะสังเกตว่าซิลิโคนรั่วหรือไม่นั้นสามารถดูได้จากสองปัจจัยหลักๆ ก็คือ
อาการของซิลิโคนรั่วและสาเหตุที่ซิลิโคนรั่ว
1. ซิลิโคนเจล ซิลิโคนเจลมีความหนาและคงตัวมากกว่าแบบน้ำเกลือ
ดังนั้นจึงมีโอกาสเสื่อมสภาพน้อยกว่า ถึงแม้จะเสื่อมสภาพ
ก็ยังคงรูปทรงไว้ใกล้เคียงกับทรงดั้งเดิม จึงสังเกตได้ยากกว่า
อาการที่พอจะสังเกตได้มีดังนี้

ขนาดลดลง ไม่เท่ากัน หรือบวมขึ้นมีก้อนแข็งๆ ในหน้าอกหรือเต้านม
รู้สึกปวดหรือไวต่อความรู้สึกมากเป็นพิเศษรู้สึกชา
หรือรู้สึกเจ็บรู้สึกแสบร้อนบริเวณเต้านม

2. แบบน้ำเกลือ เมื่อรั่วจะคล้ายกับลูกโป่งที่โดนปล่อยลม
สังเกตได้จากเต้านมข้างใดข้างหนึ่งหดเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด

แม้ร่างกายจะสามารถดูดซึมน้ำเกลือจากซิลิโคนได้
แต่ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจดูเช่นกัน
ส่วนใหญ่ซิลิโคนมักไม่ค่อยรั่วในช่วงปีแรกๆ ของการเสริมหน้าอก
แต่จะมีโอกาสรั่วมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป

สาเหตุที่อาจทำให้ซิลิโคนแตกหรือรั่วเกิดได้จากหลายปัจจัย ดังนี้
พังผืดรอบซิลิโคน หากเกิดพังผืดมากเกินไป
อาจทำให้ซิลิโคนรั่วได้การบีบอัดของเครื่องมือแมมโมแกรม (Mammogram)
ซึ่งเป็นเครื่องมือตรวจหาสัญญาณบ่งชี้มะเร็งเต้านมที่ต้องมีการบีบอัดเต้านมเล็กน้อ
ย ดังนั้นก่อนรับการตรวจแมมโมแกรมจึงควรแจ้งกับแพทย์ผู้ทำการตรวจด้วย

ในบางกรณีเมื่อผ่านไปสักระยะ
ซิลิโคนที่เสริมเข้าไปอาจมีรอยย่นเป็นริ้วคลื่นจนสังเกตเห็นได้
หรือเมื่อสัมผัสแล้วรู้สึกได้ ควรปรึกษากับศัลยแพทย์ที่ทำการรักษาเพื่อหาสาเหตุ
แก้ไขหรือเอาออก

เมื่ออายุมากขึ้น
ผิวหนังที่หย่อนคล้อยตามธรรมชาติอาจทำให้หน้าอกที่เสริมมาเคลื่อนที่หรือดูแล้ว
ไม่เป็นธรรมชาติได้ สัญญาณที่พบได้ก่อนก็คือ
เริ่มรู้สึกว่าเต้านมข้างใดข้างหนึ่งหย่อนมากกว่าอีกข้าง
หรือสังเกตได้จากทิศทางของหัวนมที่เริ่มชี้ลง
ควรไปหาศัลยแพทย์เพื่อทำการยกกระชับหรือถอดซิลิโคนหน้าอกออก
ขึ้นอยู่กับคำแนะนำของศัลยแพทย์

หนึ่งในปัจจัยที่จะช่วยลดโอกาสเกิดริ้วรอยและตำแหน่งซิลิโคนเคลื่อน
ควรพิจารณาจากสรีระและความต้องการของตัวเองว่าเหมาะสมกับซิลิโคนแบบไห

ปัญหาซิลิโคนหน้าอกผิดรูปเกิดจากสาเหตุอะไร

พังผืดรอบเต้าเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายจับได้ว่าซิลิ
โคนที่ใส่เข้ามานั้นเป็นสิ่งแปลกปลอม
จึงพยายามสร้างพังพืดเข้ามาล้อมซิลิโคนเพื่อปกป้องร่าง
กายไม่ให้สัมผัสกับสิ่งแปลกปลอม
ปัจจุบันมีวิธีการป้องกันการเกิดพังพืดด้วยการนวดคลึงหลัง
จากใส่ซิลิโคน แต่ก็ยังอาจมีโอกาสเกิดพังพืดขึ้นได้
อาการแบ่งได้เป็นสี่ระยะ ดังนี้
– ระยะที่ 1 อาจไม่รู้สึกถึงความผิดปกติ เต้านมยังคงนุ่ม
ดูธรรมชาติ
– ระยะที่ 2 เต้านมอาจมีความแข็งขึ้นเล็กน้อย
แต่ยังดูไม่ออกว่ามีความผิดปกติ
– ระยะที่ 3
เป็นระยะสำคัญที่จะสังเกตเห็นความผิดปกติได้แล้ว อาจมีรอยเบี้ยว รูปร่างผิดปกติและเมื่อสัมผัสจะรู้สึกว่าเต้านมเริ่มแข็ง

– ระยะที่ 4 เห็นชัดเจนว่าเต้านมผิดรูป
ขนาดทั้งสองข้างอาจไม่เท่ากัน หัวนมชี้ผิดทิศทาง
และแข็งขึ้นชัดเจน
หากเป็นพังพืดในระยะที่สามและสี่
ส่วนมากมักจะต้องผ่าตัดแก้ไข
สิ่งสำคัญจึงเป็นการหมั่นนวดคลึงเต้านมตามที่แพทย์แนะนำ
เพื่อลดโอกาสในการเกิดพังพืดให้มากที่สุด

สำหรับคนที่สงสัยว่าซิลิโคนรั่วหรือเสื่อมสภาพ
ผู้ที่ใส่ซิลิโคนจะรู้สึกหรือมีอาการ หรือไม่
อาจดูสังเกตได้จากข้อต่อปนี้
– ซิลิโคนเจล
ซิลิโคนเจลมีความหนาและคงตัวมากกว่าแบบน้ำเกลือ
จึงมีโอกาสเสื่อมสภาพน้อยกว่า ถึงแม้จะเสื่อมสภาพ
ก็ยังคงรูปทรงไว้ใกล้เคียงกับทรงดั้งเดิม
จึงสังเกตได้ยากกว่า อาการที่พอจะสังเกตได้มีดังนี้

1.ขนาดลดลง ไม่เท่ากัน หรือบวมขึ้น
2.มีก้อนแข็งๆ ในหน้าอกหรือเต้านม

3.รู้สึกปวดหรือไวต่อความรู้สึกมากเป็นพิเศษ
4.รู้สึกชา หรือรู้สึกเจ็บ
5.รู้สึกแสบร้อนบริเวณเต้านม

– พังผืดรอบซิลิโคน หากเกิดพังผืดมากเกินไป
อาจทำให้ซิลิโคนรั่วได้
– อายุของซิลิโคนตามปกติ ซึ่งอาจอยู่ระหว่าง 7-12 ปี
ขึ้นอยู่กับการดูแลของแต่ละคน
– การบีบอัดของเครื่องมือแมมโมแกรม (Mammogram)
ซึ่งเป็นเครื่องมือตรวจหาสัญญาณบ่งชี้มะเร็งเต้านมที่ต้อง
มีการบีบอัดเต้านมเล็กน้อย
ดังนั้นก่อนรับการตรวจแมมโมแกรมจึงควรแจ้งกับแพท
ย์ผู้ทำการตรวจด้วย

เมื่ออายุมากขึ้น
ผิวหนังที่หย่อนคล้อยตามธรรมชาติอาจทำให้หน้าอกที่เสริ
มมาเคลื่อนที่หรือดูแล้วไม่เป็นธรรมชาติได้
สัญญาณที่พบได้ก่อนก็คือ

เริ่มรู้สึกว่าเต้านมข้างใดข้างหนึ่งหย่อนมากกว่าอีกข้าง
สังเกตได้จากทิศทางของหัวนมที่เริ่มชี้ลงควรไปหาแพทย์เพื่
อทำการยกกระชับหรือถอดซิลิโคนหน้าอกออก
ขึ้นอยู่กับคำแนะนำของแพทย์

เสริมหน้าอกต้องระวัง
อีกหนึ่งปัญหาที่คนเสริมหน้าอกสามารถเจอได้คือ
ปัญหาซิลิโคนพลิกโดยปกติซิลิโคนที่เราเสริมมาจะถูกจัดท
รง และ ตำแหน่งให้เหมาะสม
แต่ก็อาจมีบางกรณีที่ทำให้ซิลิโคนเคลื่อนมากเกินไป
จนทำให้ซิลิโคนพลิกกลับด้านอีกทั้งซิลิโคนที่พลิกก็ยังทำให้ทรงหน้าอกเสียรูปอีกด้วย


โดยปกติของบางอย่างจะมีด้านที่ถูกต้องของมันอยู่แล้ว
ซิลิโคนก็เช่นกัน ปัญหาซิลิโคนพลิก
คือการที่ซิลิโคนอยู่สลับด้านจากด้านปกติ
ซึ่งทำให้ทรงหน้าอกที่ควรจะเป็นผิดรูปไปเช่น
จะเห็นขอบซิลิโคนชัด ซึ่งจะมีลักษณะคล้ายกับจาน
เนื่องจากตำแหน่งของซิลิโคนไม่ได้อยู่ในรูปแบบปกติ
โดยปกติแล้ว ทรงของซิลิโคนจะมีส่วนที่โค้งเว้า
ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้หน้าอกของเรานูนสวยดูเป็นธรรมชาติ
และ ส่วนของขอบซิลิโคน

– หลีกเลี่ยงการยกของหนัก โดยเฉพาะในช่วงแรกๆ
หลังจากการผ่าตัดเสริมหน้าอกมา
เพราะอาจทำให้ซิลิโคนเคลื่อน หรือ
กล้ามเนื้อบริเวณหน้าอกฉีกขาดได้
– ไม่ใส่เสื้อผ้ารัดจนเกินไป รวมถึงการใส่เสื้อใน หรือ
เสื้อกระชับหน้าอก เพื่อป้องกันไม่ให้ซิลิโคนเคลื่อน
จนเกินการพลิกได้
– จัดท่านอนให้เหมาะสม
การนอนผิดวิธีก็อาจทำให้ซิลิโคนเคลื่อนจนพลิกได้
ยิ่งในช่วงเดือนแรกที่หน้าอกยังไม่เข้าที
ท่านอนถือว่าสำคัญมาก
– การไม่ออกแรง หรือ เคลื่อนไหวมากเกินไป
ไม่ว่าจะทำกิจกรรมอะไรก็ตาม
เพราะหากเราใช้แรงมากๆ หรือ เคลื่อนไหวหนัก
อาจส่งผลทำให้ซิลิโคนขยับได้
– การนวดหน้าอกอย่างถูกวิธี
การนวดหน้าอกหากนวดถูกวิธีก็จะทำให้หน้าอกของเรา
กระชับ และ ได้รูป
แต่ถ้านวดผิดวิธีก็จะทำให้ซิลิโคนพลิกได้
ดังนั้นจึงควรจะต้องนวดให้ถูกวิธี

การเกิดรอยย่นบริเวณขอบถุงซิลิโคน จะเห็นเป็นคลื่นริ้ว
เมื่อสัมผัสแล้วจะรู้สึกขรุขระ ผิวไม่เรียบ
สามารถเกิดได้ในผู้ที่มีเนื้อบริเวณเต้านมบาง
ผู้ที่เสริมหน้าอกขนาดใหญ่เกินตัวและผู้ที่ผอมมาก
เนื่องจากเนื้อเต้านมบาง
ไม่เพียงพอต่อการปกปิดรอยย่นของซิลิโคน
หรืออาจจะเกิดจากโพรงกับขนาดของซิลิโคนไม่เหมาะสมกั
น มีโพรงที่แคบเกินไป
โพรงแคบนั้นอาจจะเกิดขึ้นในระยะยาว
มีการหดรัดที่โพรงมากขึ้น
ส่งผลให้โพรงไปบีบซิลิโคนจนเห็นเป็นคลื่นริ้ว
แต่ในผู้ที่มีน้ำหนักปกติและเสริมซิลิโคนขนาดพอดีตัวจะไม่
สามารถมองเห็นได้
เพราะมีเนื้อเต้านมที่หนาพอคอยปิดบังรอยย่นอยู่

1. ใส่ซิลิโคนใหญ่ ฐานกว้างกว่าขนาดหน้าอกเดิม
2. ผู้ที่ผอมมาก ๆ หรือผู้ที่มีเนื้อหน้าอกบาง
3. ใส่ซิลิโคนเหนือกล้ามเนื้อในผู้ที่มีเนื้อหน้าอกบาง

1. เลือกขนาดซิลิโคนที่เหมาะสมกับฐานหน้าอกเดิม
2. แผลผ่าตัดต้องไม่เล็กจนเกินไป เพื่อให้ซิลิโคนไม่เสียหาย
หากซิลิโคนเสียหายรอยย่นจะเพิ่มขึ้น
ส่งผลให้เป็นคลื่นริ้วมากขึ้น
3. ผู้ที่มีคลื่นริ้วเพียงเล็กน้อย
สามารถแก้ไขได้โดยการเพิ่มน้ำหนัก
4. ผู้ที่มีคลื่นริ้วมาก
ใส่ซิลิโคนขนาดใหญ่เกินไปและไม่สามารถเพิ่มน้ำหนักได้
สามารถแก้ไขได้โดยการเติมไขมันตนเองหรือแก้ไขลดขน
าดซิลิโคนให้เล็กลง
5. นวดหน้าอกเป็นประจำ เพื่อขยายโพรง
ไม่ให้โพรงเกิดการหดรัด

เลือดคั่งหลังผ่าตัด
ภาวะแทรกซ้อนอีกอาการหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นได้หลังจากที่คน

ไข้ทำการผ่าตัดเสริมหน้าอก
โดยภาวะแทรกซ้อนเช่นนี้มักส่งผลถึงอาการอื่นๆ ด้วย เช่น
อาจทำให้หน้าอกบวม คนไข้อาจรู้สึกเจ็บ ร้อน
ที่หน้าอกบริเวณเต้านม

นับเป็นภาวะแทรกซ้อนที่สามารถเกิดขึ้นได้เสมอจากการทำ
ศัลยกรรมผ่าตัดเสริมหน้าอก
แม้จะเป็นผลข้างเคียงที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย
ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นการเลือกไซส์ที่ใหญ่เกินไปจึงทำให้คน
ไข้รู้สึกหายใจไม่ออกและปวดหลังได้
ทั้งนี้ยังรวมถึงการดูแลตนเองของคนไข้หลังผ่าตัด
โดยเฉพาะในช่วงแรกๆ
ต้องทำตามคำแนะนำแพทย์อย่างเคร่งครัด
เพราะภาวะแทรกซ้อนจะสามารถเกิดขึ้นได้ง่ายมากในช่วง
นี้

ถ้ามีเลือดออกน้อยสามารถหายได้เอง
ถ้ามีเลือดออกมากและมีอาการปวดมากอาจต้องทำการเปิด
แผลเล็กๆโดยฉีดยาชาไม่ต้องดมยาสลบแล้วดูดเอาก้อนเลือ
ดออก

สาเหตุของการเกิดหน้าอกแฝด

หน้าอกแฝดเกิดจากแพทย์ผู้ผ่าตัดเสริมหน้าอกผ่าตัดสร้างพื้
นที่มากเกินไป จนไปทำลายเนื้อเยื่อกั้นกลางหน้าอก
อาจเป็นเพราะ 2 สาเหตุหลักๆ คือ

1. แพทย์ผ่าตัดต้องการให้หน้าอกชิดมากๆ
โดยไม่ได้ประเมินลักษณะทรวงอกคนไข้
2. ใส่ซิลิโคนใหญ่เกินไปและพบมากในเคสซิลิโคนทรงต่ำLow profile

วิธีรักษา แก้ไขหน้าอกแฝด

1.ผ่าตัดถอดซิลิโคนสร้างช่องว่างซิลิโคนใหม่
2.เย็บปิดช่องว่างซิลิโคนเดิม
3.เลือกขนาดซิลิโคนให้เหมาะสมกับตัว
อย่าใส่ไซต์ขนาดใหญ่หรือกว้างเกินไป


เกิดจากการใส่ซิลิโคนขนาดใหญ่
เกินกว่าเนื้อนมที่มีอยู่เดิมและวางซิลิโคนใต้กล้ามเนื้อ
ทำให้เต้านมมีขอบเป็น 2 ชั้น
แยกจากกันโดยที่ถุงซิลิโคนจะอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าขอบราว
นมแต่อยู่ในกล้ามเนื้อ
เนื้อนมจะคล้อยลงในตำแหน่งที่ต่ำกว่าทำให้มีลักษณะเหมือ
นมีก้อนเนื้อ 2 ก้อนในเต้านม

ปัญหาหน้าอกผิดรูปเกิดจากสาเหตุอะไร

ถือเป็นปัญหาที่พบได้มากที่สุดในหมู่สาวๆที่ผ่านการทำศัลยกรรมเสริมหน้าอก
พังผืดนี้มักเกิดจากการที่ร่างกายตอบสนองต่อการทำศัลยกรรมเสริมหน้าอก
เพราะการที่เราใส่วัตถุสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย
ทำให้ร่างกายสร้างสารออกมาเพื่อหุ้มซิลิโคนนั้นไว้
จนทำให้เกิดเป็นพังผืดห่อหุ้มซิลิโคน
ทำให้เกิดการบีบรัดซิลิโคนจนทำให้รู้สึกว่าหน้าอกแข็งเป็นก้อน
และหากปล่อยไว้นานๆ อาจจะทำให้หน้าอกเสียรูปทรงได้

ระยะที่ 1 อาจไม่รู้สึกถึงความผิดปกติ เต้านมยังคงนุ่ม ดูธรรมชาติ
ระยะที่ 2 เต้านมอาจมีความแข็งขึ้นเล็กน้อย แต่ยังดูไม่ออกว่ามีความผิดปกติ
 ระยะที่ 3 เป็นระยะสำคัญที่จะสังเกตเห็นความผิดปกติได้แล้ว อาจมีรอยเบี้ยว
รูปร่างผิดปกติ และเมื่อสัมผัสจะรู้สึกว่าเต้านมเริ่มแข็ง
ระยะที่ 4 เห็นชัดเจนว่าเต้านมผิดรูป ขนาดทั้งสองข้างอาจไม่เท่ากัน
หัวนมชี้ผิดทิศทาง และแข็งขึ้นชัดเจน

สาเหตุที่อาจทำให้ซิลิโคนแตกหรือรั่วเกิดได้จากหลายปัจจัย ดังนี้

 พังผืดรอบซิลิโคน หากเกิดพังผืดมากเกินไป อาจทำให้ซิลิโคนรั่วได้
 การบีบอัดของเครื่องมือเมมโมแกรม (Mammogram)
ซึ่งเป็นเครื่องมือตรวจหาสัญญาณบ่งชี้มะเร็งเต้านมที่ต้องมีการบีบอัดเต้านมเล็กน้อ
ย ดังนั้นก่อนรับการตรวจเมมโมแกรมจึงควรแจ้งกับแพทย์ผู้ทำการตรวจด้วย
 เกิดการเสียหายจากเครื่องมือผ่าตัด หากรู้สึกถึงความผิดปกติตั้งแต่แรกๆ
หลังเสริมหน้าอก ให้รีบแจ้งแพทย์ทันที
 อายุของซิลิโคนตามปกติ ซึ่งอาจอยู่ระหว่าง 7-12 ปี
ขึ้นอยู่กับการดูแลของแต่ละคน

สำหรับคนที่เสริมหน้าอกนั้นจะต้องให้ความสำคัญกับซิลิโคนรั่วหรือแตกให้มากๆ
แนะนำให้สังเกตบริเวณเต้านมให้ดี
เพราะจะส่งผลต่อขนาดของเต้านมที่ฐานอาจจะไม่เท่ากัน
โดยเฉพาะคนไข้ที่ใช้ซิลิโคนแบบถุงน้ำเกลือ
เพราะมีโอกาสรั่วมากกว่าซิลิโคนแบบเจล แต่ในกรณีที่เป็นน้ำเกลือ
ร่างกายจะสามารถดึงไปใช้งานได้โดยไม่เป็นอันตราย
แต่ในกรณีที่เป็นซิลิโคนแบบเจล หากมีการรั่วหรือแตก
เจลที่รั่วออกมาร่างกายจะถือว่าถือเป็นสิ่งแปลกปลอมทำให้ร่างกายสร้างพังผืดขึ้นมาจั
บ หรือต่อมน้ำเหลืองก็จะหลั่งมาเพื่อดักจับซิลิโคน
ส่งผลให้เต้านมเป็นก้อนบริเวณต่อมน้ำเหลือง ผิวหนัง หรือฐานเต้านม
และเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้

การเคลื่อนของซิลิโคนสามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย ทั้งการวางซิลิโคนไม่เท่ากัน
ซิลิโคนลอย การหดตัวของซิลิโคน และ อื่นๆ
ส่วนมากมักจะเกิดกับคนที่มีกล้ามเนื้อบริเวณหน้าอกน้อย
หากซิลิโคนเคลื่อนจะเห็นได้ชัดว่าหน้าอกข้างใดข้างหนึ่งหย่อนมากกว่าอีกข้าง หรือ
หัวนมจะชี้ต่ำ ลงกว่าปกติ

เกิดจากการที่ใส่ซิลิโคนใหญ่เกินกว่าเนื้อหน้าอกจะใส่ได้ หรือ
การวางซิลิโคนบริเวณใต้กล้ามเนื้อ รวมถึงการวางฐานซิลิโคนไม่เหมาะสม
เป็นผลให้เต้านมเกิดขอบ 2 ชั้นแยกออกจากกัน และ
เนื้อนมหย่อนคล้อยลงจนเหมือนมีก้อนเนื้อ 2 ก้อนในเต้านมเดียว
จะพบมากในคนที่มีหน้าอกหย่อน

นมเป็นคลื่นริ้ว (Rippling) คือ การเกิดรอยย่นบริเวณขอบถุงซิลิโคน
จะเห็นเป็นคลื่นริ้ว เมื่อสัมผัสแล้วจะรู้สึกขรุขระ ผิวไม่เรียบ
สามารถเกิดได้ในผู้ที่มีเนื้อบริเวณเต้านมบาง
ผู้ที่เสริมหน้าอกขนาดใหญ่เกินตัวและผู้ที่ผอมมาก เนื่องจากเนื้อเต้านมบาง
ไม่เพียงพอต่อการปกปิดรอยย่นของซิลิโคน
จึงสามารถคลำหรือมองเห็นได้จากภายนอก 
หรืออาจจะเกิดจากโพรงกับขนาดของซิลิโคนไม่เหมาะสมกัน มีโพรงที่แคบเกินไป
โพรงแคบนั้นอาจจะเกิดขึ้นในระยะยาว มีการหดรัดที่โพรงมากขึ้น
ส่งผลให้โพรงไปบีบซิลิโคนจนเห็นเป็นคลื่นริ้ว
แต่ในผู้ที่มีน้ำหนักปกติและเสริมซิลิโคนขนาดพอดีตัว ถึงแม้ว่าจะเกิดการ Rippling
ก็จะไม่สามารถมองเห็นได้ เพราะมีเนื้อเต้านมที่หนาพอคอยปิดบังรอยย่นอยู่

การเกิด Rippling นั้นไม่มีอันตราย
แต่อาจจะก่อให้เกิดความหงุดหงิดใจหรือกวนใจเวลามองเห็นได้
ถ้าเป็นคลื่นริ้วเพียงเล็กน้อย สามารถแก้ไขได้โดยการเพิ่มน้ำหนัก
หรือในกรณีผู้ที่เป็นมาก ใส่ซิลิโคนขนาดใหญ่เกินไปและไม่สามารถเพิ่มน้ำหนักได้
สามารถแก้ไขได้โดยลดขนาดซิลิโคนให้เล็กลง

ปัญหาซิลิโคนพลิก คือการที่ซิลิโคนอยู่สลับด้านจากด้านปกติ
ซึ่งทำให้ทรงหน้าอกที่ควรจะเป็นผิดรูปไป
เช่น จะเห็นขอบซิลิโคนชัด ซึ่งจะมีลักษณะคล้ายกับจาน
เนื่องจากตำแหน่งของซิลิโคนไม่ได้อยู่ในรูปแบบปกติ โดยปกติแล้ว
ทรงของซิลิโคนจะมีส่วนที่โค้งเว้า
ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้หน้าอกของเรานูนสวยดูเป็นธรรมชาติ
เวลาที่เราใส่ซิลิโคนเสริมหน้าอกเข้าไปส่วนของขอบซิลิโคนจะต้องอยู่ด้านใน และ
ส่วนที่นูนจะต้องหันออกข้างนอก การที่ซิลิโคนพลิกออกมา
สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ส่วนใหญ่มักจะเกิดจากสาเหตุเหล่านี้

ช่องในการใส่ซิลิโคนมีขนาดใหญ่ เกินกว่าขนาดของซิลิโคนที่ใส่เข้าไป
เมื่อช่องของซิลิโคนมีขนาดใหญ่เกินไป เวลาที่เราเคลื่อนตัว หรือ ทำกิจกรรมบางอย่าง
เช่น การนอนที่ผิดท่า หรือ
การออกกำลังกายบางชนิดที่ต้องอาศัยการเคลื่อนไหวหนักๆ
ก็อาจทำให้ซิลิโคนเกิดการพลิกได้
ดังนั้นการเสริมหน้าอกควรจะมีการวางช่องซิลิโคนให้พอดี ไม่ควรจะให้ใหญ่ หรือ
เล็กจนเกินไป เพื่อป้องกันปัญหาซิลิโคนพลิก

หลังจากเสริมหน้าอกเรียบร้อยแล้ว การดูแลตัวเองหลังเสริมหน้าอกก็เป็นเรื่องสำคัญ
และ
อีกหนึ่งที่สำคัญมากสำหรับที่คนเสริมหน้าอกที่ต้องทำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นั่นก็คือ
การนวดหน้าอกเพื่อลดโอกาสที่จะเกิดพังผืดรอบซิลิโคน
หากใครที่ไม่ได้นวดหน้าอกเลยจะทำให้เกิดพังผืดได้รวดเร็ว ซึ่งจะทำให้ซิลิโคนแข็ง
และ อาจจะผิดรูปไปจากเดิมได้
แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะนวดหน้าอกอย่างไรก็ได้ เพราะถ้าหากนวดไม่ดี
หรือนวดผิดก็อาจทำให้ซิลิโคนพลิกได้!!! โดยเฉพาะคนที่ชอบนวดหน้าอกแรงๆ หรือ
นวดแบบขย้ำๆ ซึ่งไม่ใช่วิธีนวดที่ถูกต้อง
การนวดแรงไม่ได้ช่วยทำให้การเกิดพังผืดน้อยลงแต่อย่างใด เพราะฉะนั้นอย่าเข้าใจผิด

หลีกเลี่ยงการยกของหนัก
 
โดยเฉพาะในช่วงแรกๆ
หลังจากการผ่าตัดเสริมหน้าอกมา เพราะอาจทำให้ซิลิโคนเคลื่อน หรือ
กล้ามเนื้อบริเวณหน้าอกฉีกขาดได้

ไม่ใส่เสื้อผ้ารัดจนเกินไป 

รวมถึงการใส่เสื้อใน หรือ เสื้อกระชับหน้าอก
เพื่อป้องกันไม่ให้ซิลิโคนเคลื่อน จนเกินการพลิกได้

จัดท่านอนให้เหมาะสม


การนอนผิดวิธีก็อาจทำให้ซิลิโคนเคลื่อนจนพลิกได้
ยิ่งในช่วงเดือนแรกที่หน้าอกยังไม่เข้าที ท่านอนถือว่าสำคัญมาก

การไม่ออกแรง หรือ เคลื่อนไหวมากเกินไป
 

ไม่ว่าจะทำกิจกรรมอะไรก็ตาม
เพราะหากเราใช้แรงมากๆ หรือ เคลื่อนไหวหนัก
อาจส่งผลทำให้ซิลิโคนขยับได้

การนวดหน้าอกอย่างถูกวิธี 

การนวดหน้าอกหากนวดถูกวิธีก็จะทำให้หน้าอกของเรากระชับ และ ได้รูป แต่ถ้านวดผิดวิธีก็จะทำให้ซิลิโคนพลิกได้

ดังนั้นจึงควรจะต้องนวดให้ถูกวิธี

เลือดคั่งหลังผ่าตัด
ภาวะแทรกซ้อนอีกอาการหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นได้หลังจากที่คนไข้ทำการผ่าตัดเสริมหน้าอ
ก โดยภาวะแทรกซ้อนเช่นนี้มักส่งผลถึงอาการอื่นๆ ด้วย เช่น อาจทำให้หน้าอกบวม
คนไข้อาจรู้สึกเจ็บ ร้อน ที่หน้าอกบริเวณเต้านม
ซึ่งในเคสที่ไม่อันตรายมากก็สามารถหายได้เอง
แต่ก็ยังมีในเคสที่เป็นอันตรายต่อตัวคนไข้ด้วยเนื่องจากในบางครั้งการคั่งของเลือดอาจ
ส่งผลไปถึงปอดได้นั่นเอง
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่มากพอที่จะทำให้คนไข้ไม่มีข้อกังขาที่จะระวังภาวะนี้ไว้
นับเป็นภาวะแทรกซ้อนที่สามารถเกิดขึ้นได้เสมอจากการทำศัลยกรรมผ่าตัดเสริมหน้าอก
แม้จะเป็นผลข้างเคียงที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนักแต่ก็มีหลายปัจจัยที่ทำให้การเลือดคั่งเกิดขึ้
นได้ เช่น เทคนิคทางการแพทย์ ที่ทำให้เกิดพังผืดและเลือดคั่งบริเวณโพรงเต้านมเทียม
(ซิลิโคนหน้าอก) หรือ เกิดจากการเลือกซิลิโคนที่มีขนาดไม่เหมาะสมกับตัวคนไข้
ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นการเลือกไซส์ที่ใหญ่เกินไปจึงทำให้คนไข้รู้สึกหายใจไม่ออกและ
ปวดหลังได้ ทั้งนี้ยังรวมถึงการดูแลตนเองของคนไข้หลังผ่าตัด
โดยเฉพาะในช่วงแรกๆ ต้องทำตามคำแนะนำแพทย์อย่างเคร่งครัด
เพราะภาวะแทรกซ้อนจะสามารถเกิดขึ้นได้ง่ายมากในช่วงนี้

การที่ซิลิโคนไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกันมักเกิดได้จากหลายๆสาเหตุ เช่น
การวางระดับซิลิโคนไม่เท่ากันขณะทำการผ่าตัด
เกิดจากการที่เต้านมธรรมชาติไม่เท่ากันอยู่แล้ว
หรือการยืดของผิวหนังที่ฐานอกไม่เท่ากัน เป็นต้น

สภาวะที่เสริมหน้าอกไปแล้ว
เกิดการไปทำลายเนื้อเยื่อแกนกลางที่เชื่อมต่อกับกระดูกซี่โครงทำให้ซิลิโคนหน้าอกชิ
ดกันมากเกินไป หรือเชื่อมกันไปเลย ทำให้ทรงหน้าอกผิดรูป
ตำแหน่งหัวนมมีการเปลี่ยนแปลงไป (ออกข้าง)

หน้าอกแฝดเกิดจากแพทย์ผู้ผ่าตัดเสริมหน้าอกผ่าตัดสร้างพื้นที่มากเกินไป
จนไปทำลายเนื้อเยื่อกั้นกลางหน้าอก อาจเป็นเพราะ 2 สาเหตุหลักๆ ได้แก่
1. แพทย์ผ่าตัดต้องการให้หน้าอกชิดมากๆ โดยไม่ได้ประเมินลักษณะทรวงอกคนไข้
2. ใส่ซิลิโคนใหญ่เกินไป และพบมากในเคสซิลิโคนทรงต่ำ Low profile

1. ผ่าตัดถอดซิลิโคนสร้างช่องว่างซิลิโคนใหม่
2. เย็บปิดช่องว่างซิลิโคนเดิม
3. เลือกขนาดซิลิโคนให้เหมาะสมกับตัว อย่าใส่ขนาดใหญ่หรือกว้างเกินไป

ซิลิโคนหน้าอกพลิกเกิดจากอะไร

สาเหตุของการเกิดซิลิโคนหน้าอกพลิกเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุและหลายปัจจัยด้วยกั
นครับ ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 3 ข้อหลักๆ ดังนี้
ข้อผิดพลาดจากการผ่าตัด
โดยทั่วไปแล้วในการผ่าตัดศัลยกรรมทรวงอกด้วยการนำซิลิโคนมาเสริมนั้น
ไม่ว่าจะด้วยการวางซิลิโคนในตำแหน่งใต้หรือเหนือชั้นกล้ามเนื้อก็ตาม
คุณหมอต้องทำการโพรงไว้สำหรับการนำซิลิโคนเข้าไป แต่ในความผิดพลาด
คุณหมออาจทำโพรงไว้ใหญ่เกินไป
จึงทำให้มีพื้นที่กว้างจนซิลิโคนสามารถพลิกได้นั่นเอง
นวดซิลิโคนหลังเสริมหน้าอก
แท้จริงแล้ว การนวดหน้าอกหลังเสริมโดยซิลิโคนสามารถทำได้ครับ
แต่ในการนวดนั้นต้องนวดด้วยวิธีที่ถูกต้องด้วย
เพราะเป็นเรื่องปกติที่คนไข้จะมีอาการเจ็บตึงหลังการนำซิลิโคนเข้าไป
จึงทำการนวดเพื่อบรรเทาอาการปวดนั้นๆ หากแต่เมื่อนวดเเรงเกินไป
และนวดด้วยวิธีที่ผิด ก็ทำให้ซิลิโคนหน้าอกพลิกได้ ดังนั้น ก่อนจะนวด
ก็จำเป็นต้องศึกษาวิธีการนวดให้ดี หรือปรึกษากับแพทย์ก่อนจะดีกว่า
หน้าอกหย่อนยาน
ด้วยสาเหตุนี้ จะคล้ายกันกับสาเหตุแรกครับ คือช่องหรือโพรงซิลิโคนสำหรับทรวงอก
มีเนื้อที่ที่มากเกินไป จึงทำให้ซิลิโคนหน้าอกพลิกได้ หากแต่ข้อนี้มีต้นตอมาจากเนื้
หน้าอกที่หย่อนยานลง จึงส่งผลให้โพรงของซิลิโคนเกิดการขยายตัวและหลวมได้
ตำแหน่งของซิลิโคนจึงเคลื่อนและพลิกกลับด้านในที่สุด

หลีกเลี่ยงการยกของหนัก โดยเฉพาะในช่วงแรกๆ
หลังจากการผ่าตัดเสริมหน้าอกมา เพราะอาจทำให้ซิลิโคนเคลื่อน หรือ
กล้ามเนื้อบริเวณหน้าอกฉีกขาดได้
 ไม่ใส่เสื้อผ้ารัดจนเกินไป รวมถึงการใส่เสื้อใน หรือ เสื้อกระชับหน้าอก
เพื่อป้องกันไม่ให้ซิลิโคนเคลื่อน จนเกินการพลิกได้
 จัดท่านอนให้เหมาะสม การนอนผิดวิธีก็อาจทำให้ซิลิโคนเคลื่อนจนพลิกได้
ยิ่งในช่วงเดือนแรกที่หน้าอกยังไม่เข้าที ท่านอนถือว่าสำคัญมาก
 การไม่ออกแรง หรือ เคลื่อนไหวมากเกินไป ไม่ว่าจะทำกิจกรรมอะไรก็ตาม
เพราะหากเราใช้แรงมากๆ หรือ เคลื่อนไหวหนัก อาจส่งผลทำให้ซิลิโคนขยับได้
 การนวดหน้าอกอย่างถูกวิธี
การนวดหน้าอกหากนวดถูกวิธีก็จะทำให้หน้าอกของเรากระชับ และ ได้รูป
แต่ถ้านวดผิดวิธีก็จะทำให้ซิลิโคนพลิกได้ ดังนั้นจึงควรจะต้องนวดให้ถูกวิธี

ปัญหาซิลิโคน​หน้าอกผิดรูป​ อาจเกิดจากอะไร

ถือเป็นปัญหาที่พบได้มากที่สุดในหมู่สาวๆที่ผ่านการทำศัลยกรรมเสริมหน้าอกค่ะ
เจ้าพังผืดนี้มักเกิดจากการที่ร่างกายตอบสนองต่อการทำศัลยกรรมเสริมหน้าอก
เพราะการที่เราใส่วัตถุสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย
ทำให้ร่างกายสร้างสารออกมาเพื่อหุ้มซิลิโคนนั้นไว้
จนทำให้เกิดเป็นพังผืดห่อหุ้มซิลิโคน
ทำให้เกิดการบีบรัดซิลิโคนจนทำให้รู้สึกว่าหน้าอกแข็งเป็นก้อน
และหากปล่อยไว้นานๆ อาจจะทำให้หน้าอกเสียรูปทรงได้

การที่ซิลิโคนมีการเลื่อนออกจากตำแหน่งเดิม มักเกิดขึ้นกับสาวๆที่มีรูปร่างเล็ก
และมีกล้ามเนื้อบริเวณหน้าอกน้อย
ซึ่งส่วนใหญ่จะพบว่าถุงซิลิโคนจะเลื่อนต่ำลงมากจากตำแหน่งเดิม
ทำให้ดูเหมือนว่าหัวนมจะอยู่สูงเกินกว่าเต้านม

ปัญหานี้มักพบได้ในสาวๆที่มีเนื้อเยื่อเต้านมค่อนข้างบาง
จนไม่เพียงพอในการปิดบังขอบของซิลิโคน
ซึ่งหลังจากที่ผ่าตัดเสริมหน้าอกแล้วเต้านมจะมีลักษณะคล้อยลงมาและเข้าที่มากขึ้น
ทำให้เกิดพังผืดที่ติดอยู่รอบๆและดึงผิวหนังลงทำให้เกิดรอยและสามารถคลำเจอขอบ
ของซิลิโคนได้

การที่ซิลิโคนไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกันมักเกิดได้จากหลายๆสาเหตุ เช่น
การวางระดับซิลิโคนไม่เท่ากันขณะทำการผ่าตัด
เกิดจากการที่เต้านมธรรมชาติไม่เท่ากันอยู่แล้ว
หรือการยืดของผิวหนังที่ฐานอกไม่เท่ากัน เป็นต้น

ปัญหาเส้นเลือดดำอักเสบส่งผลให้คลำเจอเส้นเลือดดำเป็นเส้นแข็งๆบริเวณเต้านม
ซึ่งอาจเกิดได้จากการที่ผ่าตัดเสริมหน้าอก ทำให้เพิ่มความตึงของผิวหนัง
ทำให้เส้นเลือดมีการอุดตันและอักเสบ

เกิดจากการที่มีเลือดออกมากในโพรงหน้าอก
ทำให้เลือดไปอุดในช่องว่างที่เปิดไว้เพื่อใส่ซิลิโคน
ก้อนเลือดนี้จะทำให้หน้าอกมีขนาดที่ใหญ่มากขึ้น และมีอาการเขียว ช้ำ และเจ็บปวด

ปัญหาซิลิโคนพลิก คือการที่ซิลิโคนอยู่สลับด้านจากด้านปกติ
ซึ่งทำให้ทรงหน้าอกที่ควรจะเป็นผิดรูปไป
เช่น จะเห็นขอบซิลิโคนชัด ซึ่งจะมีลักษณะคล้ายกับจาน
เนื่องจากตำแหน่งของซิลิโคนไม่ได้อยู่ในรูปแบบปกติ โดยปกติแล้ว
ทรงของซิลิโคนจะมีส่วนที่โค้งเว้า
ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้หน้าอกของเรานูนสวยดูเป็นธรรมชาติ และ ส่วนของขอบซิลิโคน
เวลาที่เราใส่ซิลิโคนเสริมหน้าอกเข้าไปส่วนของขอบซิลิโคนจะต้องอยู่ด้านใน และ
ส่วนที่นูนจะต้องหันออกข้างนอก การที่ซิลิโคนพลิกออกมา
สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ส่วนใหญ่มักจะเกิดจากสาเหตุเหล่านี้

– ช่องใส่ซิลิโคนมีขนาดใหญ่เกินไป
ช่องในการใส่ซิลิโคนมีขนาดใหญ่ เกินกว่าขนาดของซิลิโคนที่ใส่เข้าไป
เมื่อช่องของซิลิโคนมีขนาดใหญ่เกินไป เวลาที่เราเคลื่อนตัว หรือ
ทำกิจกรรมบางอย่าง เช่น การนอนที่ผิดท่า หรือ
การออกกำลังกายบางชนิดที่ต้องอาศัยการเคลื่อนไหวหนักๆ
ก็อาจทำให้ซิลิโคนเกิดการพลิกได้
ดังนั้นการเสริมหน้าอกควรจะมีการวางช่องซิลิโคนให้พอดี ไม่ควรจะให้ใหญ่
หรือ เล็กจนเกินไป เพื่อป้องกันปัญหาซิลิโคนพลิก

– การใส่ซิลิโคนเหนือกล้ามเนื้อหน้าอก
การเสริมหน้าอกจะมีการวางตำแหน่งซิลิโคนอยู่ 2 ตำแหน่ง คือ
การใส่ซิลิโคนใต้กล้ามเนื้อ ซึ่งจะเป็นวิธีที่ทำให้หน้าอกกระชับ
อีกทั้งยังเกิดปัญหาหลังเสริมหน้าอกได้น้อย
แต่จะใช้เวลาในการพักฟื้นที่ยาวนานมากกว่า กับการใส่ซิลิโคนเหนือกล้ามเนื้อ
ที่ทำให้แผลหายได้ไว ใช้เวลาในการพักฟื้นน้อย
แต่ก็อาจทำให้เกิดปัญหาตามมาได้ ในคนที่มีเนื้อหน้าอกน้อย
เพราะอาจทำให้ซิลิโคนพลิกตัวได้ และ
เมื่อซิลิโคนพลิกตัวก็จะทำให้เห็นขอบซิลิโคนได้ชัด
แต่ก็ไม่ใช่ว่าการใส่ซิลิโคนเหนือกล้ามเนื้อจะไม่ดีนะ หากใครที่มีเนื้อหน้าอกการวางซิลิโคนในตำแหน่งนี้ช่วยให้หน้าอกกระชับ เข้าทรงสวย
แถมอาการข้างเคียงจากการเสริมหน้าอกก็ยังน้อยอีกด้วย

– การนวดหน้าอกไม่ถูกวิธี
หลังจากเสริมหน้าอกเรียบร้อยแล้ว
การดูแลตัวเองหลังเสริมหน้าอกก็เป็นเรื่องสำคัญ และ
อีกหนึ่งที่สำคัญมากสำหรับที่คนเสริมหน้าอกที่ต้องทำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นั่น
ก็คือ การนวดหน้าอกเพื่อลดโอกาสที่จะเกิดพังผืดรอบซิลิโคน
หากใครที่ไม่ได้นวดหน้าอกเลยจะทำให้เกิดพังผืดได้รวดเร็ว
ซึ่งจะทำให้ซิลิโคนแข็ง และ อาจจะผิดรูปไปจากเดิมได้
แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะนวดหน้าอกอย่างไรก็ได้ เพราะถ้าหากนวดไม่ดี
หรือนวดผิดก็อาจทำให้ซิลิโคนพลิกได้!!! โดยเฉพาะคนที่ชอบนวดหน้าอกแรงๆ
หรือ นวดแบบขย้ำๆ ซึ่งไม่ใช่วิธีนวดที่ถูกต้อง
การนวดแรงไม่ได้ช่วยทำให้การเกิดพังผืดน้อยลงแต่อย่างใด
เพราะฉะนั้นอย่าเข้าใจผิด

วิธีในการป้องกันซิลิโคนพลิก
หลีกเลี่ยงการยกของหนัก โดยเฉพาะในช่วงแรกๆ
หลังจากการผ่าตัดเสริมหน้าอกมา เพราะอาจทำให้ซิลิโคนเคลื่อน หรือ
กล้ามเนื้อบริเวณหน้าอกฉีกขาดได้
ไม่ใส่เสื้อผ้ารัดจนเกินไป รวมถึงการใส่เสื้อใน หรือ เสื้อกระชับหน้าอก
เพื่อป้องกันไม่ให้ซิลิโคนเคลื่อน จนเกินการพลิกได้
จัดท่านอนให้เหมาะสม การนอนผิดวิธีก็อาจทำให้ซิลิโคนเคลื่อนจนพลิกได้
ยิ่งในช่วงเดือนแรกที่หน้าอกยังไม่เข้าที ท่านอนถือว่าสำคัญมาก
การไม่ออกแรง หรือ เคลื่อนไหวมากเกินไป ไม่ว่าจะทำกิจกรรมอะไรก็ตาม
เพราะหากเราใช้แรงมากๆ หรือ เคลื่อนไหวหนัก
อาจส่งผลทำให้ซิลิโคนขยับได้
การนวดหน้าอกอย่างถูกวิธี
การนวดหน้าอกหากนวดถูกวิธีก็จะทำให้หน้าอกของเรากระชับ และ ได้รูป
แต่ถ้านวดผิดวิธีก็จะทำให้ซิลิโคนพลิกได้ ดังนั้นจึงควรจะต้องนวดให้ถูกวิธี

ซิลิโคนเจล ซิลิโคนเจลมีความหนาและคงตัวมากกว่าแบบน้ำเกลือ
ดังนั้นจึงมีโอกาสเสื่อมสภาพน้อยกว่า ถึงแม้จะเสื่อมสภาพ
ก็ยังคงรูปทรงไว้ใกล้เคียงกับทรงดั้งเดิม จึงสังเกตได้ยากกว่า
อาการที่พอจะสังเกตได้มีดังนี้
ขนาดลดลง ไม่เท่ากัน หรือบวมขึ้น
มีก้อนแข็งๆ ในหน้าอกหรือเต้านม
รู้สึกปวดหรือไวต่อความรู้สึกมากเป็นพิเศษ
รู้สึกชา หรือรู้สึกเจ็บ
รู้สึกแสบร้อนบริเวณเต้านม
 
สาเหตุที่ซิลิโคนรั่ว
สาเหตุที่อาจทำให้ซิลิโคนแตกหรือรั่วเกิดได้จากหลายปัจจัย ดังนี้

– พังผืดรอบซิลิโคน หากเกิดพังผืดมากเกินไป อาจทำให้ซิลิโคนรั่วได้

– การบีบอัดของเครื่องมือแมมโมแกรม (Mammogram)
ซึ่งเป็นเครื่องมือตรวจหาสัญญาณบ่งชี้มะเร็งเต้านมที่ต้องมีการบีบอัดเต้านมเล็กน้อย ดังนั้นก่อนรับการตรวจแมมโมแกรมจึงควรแจ้งกับแพทย์ผู้ทำการตรวจด้วย

– เกิดการเสียหายจากเครื่องมือผ่าตัด หากรู้สึกถึงความผิดปกติตั้งแต่แรกๆ
หลังเสริมหน้าอก ให้รีบแจ้งศัลยแพทย์ทันที

– อายุของซิลิโคนตามปกติ ซึ่งอาจอยู่ระหว่าง 7-12 ปี
ขึ้นอยู่กับการดูแลของแต่ละคน