ซิลิโคนแตกมีอาการอย่างไร? เช็คสัญญาณเตือนและวิธีรับมือก่อนเกิดอันตราย

สำหรับผู้ที่ผ่านการทำศัลยกรรมเสริมหน้าอกมาแล้ว นอกจากการดูแลรักษารูปทรงให้สวยงาม ปัญหาหนึ่งที่หลายคนแอบกังวลใจคือเรื่องของ “ซิลิโคนรั่วซึมหรือฉีกขาด” ซึ่งหากปล่อยไว้อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพและรูปทรงของหน้าอกได้ บทความนี้จะพาไปเจาะลึกคำถามสำคัญที่ว่า “ซิลิโคนแตกมีอาการอย่างไร?” เพื่อให้คุณสามารถสังเกตตัวเองและรับมือได้อย่างถูกต้องทันท่วงที
ซิลิโคนหน้าอกแตก เกิดจากอะไรได้บ้าง?
ก่อนจะไปดูอาการ ควรทราบก่อนว่าซิลิโคนมาตรฐานทางการแพทย์ในปัจจุบันมีความเหนียวและทนทานสูงมาก โอกาสแตกหรือรั่วซึมจึงเกิดขึ้นได้น้อย แต่อาจเกิดได้จากสาเหตุดังนี้:
-
อายุการใช้งาน: ถุงซิลิโคนที่เสื่อมสภาพตามกาลเวลา (มักเกิน 10-15 ปีขึ้นไป)
-
อุบัติเหตุรุนแรง: การถูกกระแทกอย่างแรงบริเวณหน้าอก เช่น อุบัติเหตุทางรถยนต์
-
ของมีคม: การถูกของมีคมทิ่มแทงทะลุถึงชั้นซิลิโคน
-
การเกิดพังผืดรัดรุนแรง: พังผืดที่หดรัดตัวมากเกินไปอาจสร้างแรงดันจนถุงซิลิโคนปริแตกได้
เช็คด่วน! ซิลิโคนแตกมีอาการอย่างไร?
อาการของซิลิโคนแตกสามารถแบ่งออกเป็น 2 กรณีหลักๆ ซึ่งจะมีความชัดเจนแตกต่างกัน ดังนี้:
1. อาการซิลิโคนแตกแบบแสดงอาการ (Extracapsular Rupture)
คือกรณีที่เจลซิลิโคนรั่วไหลทะลุผ่านเนื้อเยื่อพังผืดที่หุ้มซิลิโคนออกไปสู่กล้ามเนื้อหรือเนื้อเยื่อเต้านม อาการจะสังเกตเห็นได้ค่อนข้างชัดเจน ได้แก่:
-
รูปทรงหน้าอกเปลี่ยนไป: หน้าอกเบี้ยวผิดรูป ไม่สมมาตร หรือมีขนาดเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด (ยุบตัว)
-
คลำพบก้อนแข็ง: อาจคลำเจอก้อนเนื้อนูนๆ หรือก้อนแข็งบริเวณหน้าอก รักแร้ หรือบริเวณใกล้เคียง (เกิดจากร่างกายสร้างเนื้อเยื่อล้อมรอบเจลที่หลุดออกมา)
-
มีอาการเจ็บปวด: รู้สึกปวดระบม เจ็บแปลบ หรือมีอาการบวมแดงบริเวณหน้าอก
-
หน้าอกแข็งขึ้น: สัมผัสแล้วรู้สึกแข็งตึง ไม่นิ่มเหมือนปกติ
-
มีอาการชา: รู้สึกชาหรือเสียวซ่าบริเวณหน้าอกและหัวนม
2. อาการซิลิโคนแตกแบบเงียบ (Silent Rupture / Intracapsular Rupture)
คือกรณีที่ถุงซิลิโคนฉีกขาด แต่เจลซิลิโคนยังคงถูกกักเก็บอยู่ภายในเปลือกพังผืด (Capsule) ที่ร่างกายสร้างขึ้นมาล้อมรอบไว้ กรณีนี้ มักจะไม่มีอาการแสดงใดๆ เลย คนไข้จะไม่รู้สึกเจ็บและรูปทรงหน้าอกอาจยังดูปกติ ซึ่งจะตรวจพบได้จากการทำ MRI หรือ อัลตราซาวนด์ (Ultrasound) เท่านั้น
ถ้าสงสัยว่าซิลิโคนแตก…ต้องทำอย่างไร?
หากคุณมีอาการที่น่าสงสัย หรือตรวจพบความผิดปกติ สิ่งแรกที่ควรทำคือ “อย่าเพิ่งตื่นตระหนก” เนื่องจากซิลิโคนในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นแบบ Cohesive Gel (เจลคงรูป) ซึ่งเมื่อถุงหุ้มแตก เจลภายในจะยังคงเกาะตัวกันเป็นก้อน ไม่ไหลซึมเข้าสู่กระแสเลือดเหมือนซิลิโคนเหลวในอดีต
ขั้นตอนการรับมือ:
-
รีบพบแพทย์: นัดหมายแพทย์ตกแต่งเพื่อทำการประเมินเบื้องต้น
-
ตรวจวินิจฉัยเชิงลึก: แพทย์มักจะแนะนำให้ทำ MRI (เป็นวิธีที่แม่นยำที่สุดในการตรวจจับรอยรั่ว) หรืออัลตราซาวนด์เต้านม
-
วางแผนการรักษา: หากพบว่าซิลิโคนแตกจริง แพทย์จะทำการผ่าตัดเพื่อนำถุงซิลิโคนเก่าออก ทำความสะอาดโพรงหน้าอก และพิจารณาใส่ซิลิโคนคู่ใหม่เข้าไปทดแทน (หากร่างกายคนไข้พร้อมและไม่มีการติดเชื้อ)
สรุป
การหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกายเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อทราบแล้วว่า ซิลิโคนแตกมีอาการอย่างไร หากพบความผิดปกติไม่ว่าจะเป็นเรื่องรูปทรงเปลี่ยนไป มีก้อนเนื้อ หรือมีอาการเจ็บปวด ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้ชำนาญทันที นอกจากนี้ ผู้ที่เสริมหน้าอกควรเข้ารับการตรวจเช็คหน้าอกประจำปีด้วยการทำอัลตราซาวนด์ หรือ MRI (โดยเฉพาะเมื่อเสริมมาแล้วเกิน 5-10 ปี) เพื่อความมั่นใจและปลอดภัยในระยะยาว

Website: www.weeraphanclinic.com (วีรพรรณ คลินิกเวชกรรม)
Tel: 063-807-0108
Line: @weeraphan
แอดไลน์ปรึกษา: https://line.me/R/ti/p/@922viija

